หลวงปู่ศรี

 

 

ประวัติและปฏิปทา
หลวงปู่อ่อนศรี ขนฺติกโร
วัดป่าโนนแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม


นามเดิม
อ่อนศรี อภัยโส
ชาติตระกูล เกิดที่บ้านแพง ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม เมื่อวันที่ 10 เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช 246 3 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีวอก โยมบิดาชื่อ นายคำแดง อภัยโส โยมมารดาชื่อ นางหนู อภัยโส ครอบครัวของหลวงปู่เป็นชาวไร่ ชาวนา โดยกำเนิด มีพี่น้อง ร่วมบิดามารดาเดียวกัน 9 คน คือ
1.นายจารย์ลวด เสียชีวิตแล้ว
2.นางกา เสียชีวิตแล้ว
3.นางเพ็ญศรี(เบ้น) เสียชีวิตแล้ว
4.นายคำมี เสียชีวิตแล้ว
5.หลวงปู่อ่อนศรี ขันติกโร
6.นางจำปี เสียชีวิตแล้ว
7.นางเปิง (ยายเปิง) ยังมีชีวิตอยู่
8. นายเวิง เสียชีวิตแล้ว
9.เด็กหญิงเวียง เสียชีวิตขณะอายุได้ 5 ขวบ

ชีวิตก่อนบวช
ท่านเป็นครูฝึกสอนได้ไม่นานท่านก็ลาออก ท่านก็เดินทางออกจากบ้านแพงไป อุดรธานี โคราช และกรุงเทพๆ ท่านเคยเล่าให้ฟังว่าท่านชกมวยหาเงินในขณะที่ยังไม่ได้งานทำ ข้าพเจ้าถามท่านว่า ปู่ไปเรียนชกมวยมาจากใคร จากค่ายไหน ปู่ตอบว่า ปู่ฝึกฝนเอาเองจากกากรดูนักมวยเขาชกกัน แล้วเอามาฝึกฝนเอาเองจนเกิดความชำนิชำนาญ

การชกของท่านนั้น ปู่บอกว่า ขึ้นเวทีชกครั้งหนึ่งก็ได้หนึ่งอาจารย์ ขึ้นเวทีสองครั้งก็ได้สองอาจารย์ ปู่บอกว่าเป็นการเรียนรู้ที่ลงทุนมากเจ็บตัวแต่ละครั้งถือเป็นบทเรียนที่ไม่ลืม แล้วนำไปฝึกหัด การต่อสู้บนเวทีนั้นต้องใช้มันสมอง

ใช้ไหวพริบปฏิภาณในการต่อสู้ การตัดสินใจเขาทำการตัดสินใจเป็น

ไปตามเหตุการณ์ จริงอยู่ว่าเราฝึกฝนท่าต่างๆ ของแม่ไม้มวยไทยไว้จนชำนิชำนาญ แต่พอยู่บนเวทีมันจะเป็นไปอีกรูปแบบหนึ่งคือเรื่องสิต ความรวดเร็วในการอกอาวุธ ในสมัยนั้นหลวงปู่บอกว่าหาคู่ชกที่พอเหมาะไม่ค่อยเจอ ท่านชกเก่งจนหาตัวจับยากด้วยเหตุนี้เองท่านจึงไม่ยอมทำงานอะไร ท่านตระเวรชกมวยตั้งแต่กรุงเทพๆ โคราช ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ถึงกับปลอมตัวชื่อเป็นคนไม่มีหัวนอนปลายเท่าเพื่อขั้นชกมวยหาเงิน และหลวงปู่ก็กลับบ้านเกิด พ่อแม่จึงขอหญิงสาวชาวบ้านเดียวกันให้เป็นภรรยาและมีบุตรด้วยกัน 6 คน เป็นชาย 4 หญิง 2 คน
ในสมัยท่านเป็นฆราวาส ท่านเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาสงสารคนจะเป็นพี่น้องหรือบุคคลอื่นก็ตามท่านจะให้ความอนุเคราะห์ สงเคราะห์เสมอ มา ข้าพเจ้าเคยได้ยินท่านพุดครั้งหนึ่งเกี่ยวกับพี่น้องของท่านว่า เรากินข้าวจะให้พี่น้องกินแกลบกินรำได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้เองฐานะทางบ้านจึงไม่ดีขึ้น มีอยู่อย่างไรก็อย่างนั้นจนท่านออก บวช เพราะท่านห่วงพี่น้องมากไป พี่น้องมายืมเงินท่าน ปรากฏว่าไม่นำมาคืนสักครั้ง สักครั้ง มีแต่มายืม บางคนก็ยืมข้าวยืมเงินมากบ้างน้อยบ้าง ท่าก็ให้ครั้งแล้วครั้งเล่า ในปีหนึ่งเป็นปีที่อดอยากมาก ข้าวจะกินไม่มี ถึงขนาดขโมยข้าวที่หม่า(แช่น้ำ)เตรียมไว้เพ่อจะนึ่งในวันรุ่งเช้าวันหนึ่งมีคนเอาเห็นมาขอเปลี่ยนข้าวไปประทังชีวิตและครอบครัว พอเปิดในตองที่ห่อเห็ดออก ปรากฏว่าในเห็ดนั้นมีหนอนยั้วเยี้ยไปหมด ชายคนนั้นหน้าถอดสี หลวงปู่ท่านรีบเก็บเห็ดนั้นเข้าไปไว้ในครัว แล้วก็ออกมาพูดคุยกับชายคนนั้นอย่างเป็นกันเอง จนแม่บ้านนึ่งข้าวสุก ปู่ท่านเป็นคนมาด้วยน้ำใจอย่างนี้ มีต่อบ้านต่อเมือง เช่นในครั้งหนึ่งทางอำเภอมีนายอำเภอยงค์เป็นนายอำเภอบ้านแพงขณะนั้น เป็นผู้นำจะให้ชาวบ้านแพงเช่าไร่ยาสูบ ซึ่งไร่ยานั้นพากันทำมาหลายปีดีดักไม่เคยเช่าใคร ไร่ยาที่ว่านั้นคือมีดินงอกออกไปจาก อ.บ้านแพงจึงพากันจับจองเป็นเจ้าของถือสิทธิทำกิน และใช้เป็นที่ปลูกยาสูบหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวในนาเสร็จ เป็นอาชีพหลักของชาวบ้านแพง


บวชเป็นพระ
เดินจงกรมจนฝ่าเท้าสึกบาง
การเดินจงกรมของหลวงปู่นั้น ท่านเดินนานนับชั่วโมงๆอย่างที่เขียนผ่านมา มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านเดินจนหนังผ่าเท้าสึกบางข้าพเจ้าได้ซื้อถุงเท้ามาถวาย แม้กระนั้นถุงเท้าคู่หนึ่งท่านเดินได้สองสามวันก็ขาด ต้องเปลี่ยนคู่ใหม่ ตอนฝ่าเท้าถลอกศึกบางนั้น ท่านออกเดินบิณฑบาตไม่ได้ตั้งหลายวัน แม้ท่านจะมาอยู่ประจำที่วัด ท่านก็บำเพ็ญเพียรไม่ท้อถอย ถึงฝนจะตก แดดจะออก จะหนาว จะร้อนท่านก็ทำของท่านไม่หยุด ท่านอกว่ามันเป็นตามาธรรมชาติ เราไม่สนใจกับมัน เรื่องภาวนาทำความพากเพียรไม่เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ ดินฟ้าอากาศจะมืดจะแจ้ง ฝนจะตกแดดจะออกก็เป็นเรื่องของมัน ถ้าหากเราไปหาข้ออ้าง เดี๋ยวช้านักไม่ทำงาน เดี๋ยวร้อนนักไม่ทำงาน เดี๋ยวบ่ายแล้วไม่ทำงาน ถ้านักปฎิบัติก็ถือโอกาสเกี่ยงงอนไม่ยอมปฎิบัติธรรม ท่านทำจนเป็นนิสัย วันไหนท่านได้เดินจงกรมก็จะบ่นเหมือนท่านขาดอะไรไปสักอย่าง

จอมพล...จอมคน
ในตอนนั้นมีกลุ่มผู้ต่อต้านออกมาต่อสู้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมกันมากมายหลายคนสู้กันถึงจังหวัดแต่ก็ไม่เป็นผลอะไรพอดีในสมัยนั้นมีคนนค พนมเป็นจอมพลและเป็นนายกรัฐมนตรี คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงประชุมกันมีความเห็นพร้อมเพรียงกันให้มีตัวแทนสักเก่าคนเข้ากรุงเทพๆ เพื่อร้องเรียนต่อจอมพลสฤษดิ์ เพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่ชาวบ้านแพงพากันลงขันเก็บเงินจากชาวไร่ยาสูบให้เป็นค่าเรือ สมัยนั้นจะไปนครพนม ต้องนั่งเรือกะโน เรือกะโนนั้นบรรจุคนได้ประมาณหนึ่งร้อยคน มีวันละเที่ยว และค่ารถไปกรุงเทพๆค่าเช่าบ้าน ค่ากินที่กรุงเทพๆ ก็พากันไปรอโอกาสหาทางเข้าไปพบ ท่านจอมพล จอมคน แต่โอกาสที่จะเข้าไปพบ เข้าไปหาท่านจอมพล นั้นรู้สึกจะมีความยุ่งยากลำบากเหลือเกินทั้งเก้าคนที่ไปด้วยกันทนอยู่ไม่ได้ ก็พากันกลับบ้านแพง
ทีละคนสองคน สุดท้ายเหลือหลวงปู่คนเดียวที่ทนรอ ทนสู้หาโอกาสเข้าไปพบท่านจอมพล พวกที่กลับมาก็พูดว่าคงไม่มีโอกาสเข้าถึงท่านจอมพลได้แน่นอน ต่อมาก็มีเสียงวิพากวิจารณ์ว่าเอาไปให้นายอ่อนศรี ถลุงเล่นๆและบางคนพูดว่าสู้ไม่ได้สู้กับเจ้ากับนาย จะเอาอะไรไปสู้ ชาวบ้านแพงจึงไม่ยอมออกเงินส่งไปให้หลวงปู่ที่รอหาโอกาส พบท่านจอมพล ในที่สุดก็เดือดร้อน ทางลูกทางเสียต้องขายสิ่งของเอาเงินให้ลูกชายคนโต แอบเอาเงินไปส่งให้พอที่อยู่กรุงเทพๆ โดยขี่จักรยานไปขึ้นรถที่อำเภอเซกาเพื่อต่อรถไปอุดร เข้ากรุงเทพ นำเงินไปให้พ่อคืนหลวงปู่อ่อนศรี นั่นเอง จะได้รอหาโอกาสเข้าพบนายยกรัฐมนตรี จนวันหนึ่งท่าจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์มาที่สนามหลวง หลวงปู่ได้โอกาสก็พยายามเข้าไปพลแต่ก็ถูกดกีดกันจากำรวยทหารผู้คุ้มกันรักษาตอนที่หลวงปู่กำลังพูดกับ นายทหารตำรวจอยู่นั้น ท่านจอมพลจอมคนก็มองมาเห็นเข้าพอดีจึงถามและเรียกให้นำตัวหลงปู่เข้าไปพล ท่านจอมพลจอมคนในสมัยนั้นถามว่า มาจากไหนมีธุระอะไร จึงต้องการพบเรา หลวงปู่จึงตอบว่ามาจากอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม พอท่านจอมรู้ว่ามาจากนครพนม ท่านก็พุดลาวอำเภอมุกดาหาร เฮากะคนนครพนม อยู่อำเภอมุกดาหารคือกัน และท่านจอมพลก็ซักถามเรื่องราวที่มาหาท่าน หลวงปู่ก็เล่าเรื่องความเดือนร้อนของชาวอำเภอบ้านแพงให้ท่านฟัง ท่านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงพุดับหลวงปู่ว่า ถ้าเช่นนั้นจะให้คนไปสืบดูเรื่องราวให้ชัดเจน แล้วเราจะให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย เราก็ลูกนครพนมเหมือนกัน เราไม่ทิ้งชาวนครนครพนมแน่นอน ขอให้ท่านกลับนครพนมเถอะลูกเมียคงเป็นห่วงแย่ และหลวงปู่ท่านก็เดินทางกลับบ้านแพง อยู่มาไม่นานนายอำเภอยงค์ก็ย้ายออกจากอำเภอบ้านแพง เรื่องที่จะเช่าที่ดินหาดสวนยาเพื่อปลูกยานั้น
หลวงปู่ท่านเป็นนักต่อสู้มือเปล่า เป็นนักเสียสละ เป็นผู้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ทุกคน จนสภาพความเป็นอยู่ทางครอบครัวอยู่ในฐานะยากจน เพราะความใจกว้างใจใหญ่ เมตตาต่อคนอื่นมากเกินไปนั้นเอง อันที่จริงข้าพเจ้า ไม่อยากหยิบยกมาเขียนแต่ในเมื่อหลวงปู่ท่านได้ละสังขารไปแล้ว จึงอยากให้อนุชนคนรุ่นหลังได้รู้ ระลึกรู้ว่าหลวงปู่ในสมัยเป็นฆราวาสนั้น ท่านได้ทำอะไร เสียสละอะไรต่อสังคมต่อเพื่อนมนุษย์ ทีข้าพเจ้าเขียนมาอ้างอิงเพียงหนึ่งในพันเท่านั้น ที่ ความสงบสุขอันเกิดจากความเพียร ในทางที่ถูกที่ควรตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงประทานไว้ให้ คำว่า อกาลิโก จึงปรากฏให้รู้ ปัจจัตตัง รู้เฉพาะผู้ปฏิบัติ จึงไม่หนีหายไปไหน หลวงปู่ท่านจึงพูดให้พระเณรญาติโยมฟังบ่อยๆว่า ไม่ต้องไปถามใครให้เสียเวลา อันนี้แปลกว่าอย่างไรก็ไม่ทราบ ของท่านผู้รู้ผู้แปลเอาเองก็แล้วกันนะ
จากคนที่นับถือพระพุทธศาสนาธรรมดาๆ ก็เกิดความเคารพนับถือมากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ฉะนั้นในวันพระ 8 ค่ำ 15 ค่ำท่านก็จะเข้าไปขอรับศีลจากพระ และปฎิบัติรักษาศีลอยู่ภายในวัดชัยมงคล
พอรักษาศีลท่านยิ่งเร่งปฏิบัติมากขึ้นเป็นทวีคูณ และการรักษาศีลทำความเพียรของหลวงปู่เริ่มถี่ขึ้นจากไปขอรับศีลในวันพระ 8 ค่ำ 15 ค่ำ ก็เริ่มไป 8 ค่ำ 9 ค่ำ จาก 15 ค่ำ ก็เริ่มจาก 15 ค่ำ 14 ค่ำ 15 ค่ำ 1 ค่ำ อย่างนี้ในช่วงเวลาที่หลวงปู่ท่านปฏิบัติรักษาศีลภาวนานั้นก็จะมีอาอาหาร ผ่อนอาหารไปทุกๆ ครั้งและมีนั่งสมาธินานนับชั่วโมงเดินจงกรมนานนับชั่วโมง จนพระภิกษุสามเณรในวัดชัยมงคลนั้นเกิดความเลื่อมใสในการปฏิบัติของตาปะขาวอ่อนศรี เพราะไม่ปล่อยเวลาที่ผ่านไปไร้ประโยชน์ท่านจะทำความพากเพียรหยุดเดินจงกรมก็นั่งสมาธิ หยุดนั่งสมาธิก็เดินจงกรมทำอย่างนี้ตลอดวันจนได้เวลาพักผ่อนจึงหยุด ตื่นตี 3 ก็ทำความเพียรต่อ

ปลาฝาออง(ปลากระเบน)ที่วังสิ้ว
เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ.2511-2512 นี้แหละถ้าจำไม่ผิด ช่วงนั้นอยู่ในเดือนตุลาคม พ่อใหญ่คำตานึกอยากจะไปล่าสัตว์ เพราะพ่อใหญ่เป็นนายพรานนักล่าสัตว์ มือแม่นปือคนหนึ่ง จึงเอาปืนประจำตัวและสิ่งของจำเป็นบางอย่างเช่นลูกปืน ผงดินปืน มีดยาเส้น เอาไว้สูบ จัดสิ่งจำเป็นในการล่าเนื้อ และจำเป็นสำหรับตัวเอง ก็ขึ้นภูลังกาในเวลาเช้าหลังทานข้าวเสร็จ พ่อใหญ่ก็หาล่าเนื้อตามที่ต่างๆก็ไม่มีพอจะล่าได้ จึงนึกถึงหนองน้ำ อย่างน้ำวังสิ้วขึ้นมา ในแม่น้ำวังสิ้วนี้มีปลาชุกชุมมากล้วนแต่ตัวโตๆ ทั้งนั้น ด้วยความเข็ด(ศักดิ์สิทธิ์)จึงไม่ค่อยมีใครกล้ามาล่าสัตว์ในสถานที่นี้ ด้วยความยำเกรงกลัวอะไรของพ่อใหญ่คำตาจึงไปแอบส่องจะได้ยิงปลาไปเป็นอาหารพอไม่ได้กลับมามือเปล่า พ่อใหญ่คำตาเล่าให้ฟังว่า แอบอยู่นานพอสมควรปลาตัวหนึ่งโตประมาณฟุตเศษๆ ลอยตัวขึ้นมาบนผิวน้ำอย่างช้าๆ เป็นปลาฝาอองนั่งเองพ่อใหญ่คำตาก็จับปืนก็เลงไปที่ปลาตัวนั้น แล้วค่อยๆบรรจงเหนี่ยวไกปืนด้วยความมั่นใจ เสียงปืน ปัง กึกก่องทั่งเขาลำเนาไพร ปลากกระเบนตัวนั้นดิ้นอย่างแรงด้วยความเจ็บปวดนายพรานตารีบวางปืนนุ่งผ้าขาวม้าใหม่ให้รัดกุมรีบเดินลงไปจะไปเอาปลากที่ถูกปืน เพียงก้าวไปเพียงก้าวเดียว สิ่งหนึ่งกลับลอยขึ้นมาช้าๆ เป็นปลาฝาอองขนาดใหญ่ พ่อใหญ่คำตาเล่าให้ฟังว่าขนาดเท่ากระแตะยา(ที่ตากยาสูบที่หั่นแล้ว ความกว้างประมาณ เมตรยี่สิบ-ยาวประมาณเมตรแปดสิบ)ตัวดำเมี่ยมหลังปลาพ้นน้ำแล้ยังโผล่สูงขึ้นๆเท่านั้นเองพ่อใหญ่คำตาจับปืนว่ายิง ก็หันหลังวิ่งโกยแนบ พ่อใหญ่คำตาเล่าให้ฟังไม่เลือกทางวิ่งตรงไหนตรงนั้น พอมาถึงตีนเขา ก็ยิ่งวิ่งผ่าทุ่งนาที่ข้าวยังไม่เกี่ยว จะเป็นไร่นาใครไม่สนวิ่งอย่างเดียว แต่นั้นมาพ่อใหญ่คำตาก็ไม่คิดจะไปล่าสัตว์ที่วังสิ้วอีกเลยคนที่เจอเหตุการณต่างๆเกี่ยวกับวังสิ้วมีมากมายหลายคนแต่ขอหญิบยากมาเล่าพอหอมปากหอมคอ พอเป็นยากระสาย จะข้ามไปไม่เล่าถึงวังสิ้วก็ขาดรสชาติไปไม่น้อยเพราะเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่หลวงปู่ทานได้ไปอยู่บำเพ็ญภาวนนานๆหลายครั้งหลายหน ต่อมาภายหลังก็ได้พ่อใหญ่คำมีพ่อใหญ่คำตาเป็นผู้พาหลวงปู่ไปส่งภาวนาถ้ำนั้นถ้ำนี้ พอหมดเสบียงหลวงปู่ก็กลับไปโนนแพง แล้วกภาวนาอยู่คนเดียว ภายหลังมีแม่ชีแม่ขาวและยายเปิงเป็นน้องสาวได้รวมกลุ้มกันพากันติดตามขึ้นไปภูลังกาด้วยไปทำอาหารให้ตาปะขาวกิน และได้หัดภาวนาด้วย

ตาปะขาวอ่อนศรี
ต่อมาหลวงปู่ท่านเกิดมีความมุ่งมั่นอยากประพฤติปฏิบัติ จริงจังโดยไม่ต้องเข้าๆออกๆ ในการถือขาวห่มขาว
เข้าวัดรักษาศีลอย่างที่กล่าวมา จึงตัดสินใจลาบุตรภรรยาออกไปบำเพ็ญเพียรเป็นชีปะขาว(ตาปะขาว)โดยไม่โกนผมไปภาวนาแถวผาตั้งจังหวัดหนองคาย ท่านจะเทียว ไปเทียวมาระยะหนึ่ง แล้วท่านกาอยู่ประจำ ณ โนนแพง ซึ่งเป็นดอนปลายนาที่ยังไม่ได้ทำประโยชน์หมดยังเหลือต้นไม้อยู่พอสมควรท่านมาอยู่ปลูก ตูบ(กระท่อม)
กว้างสองยาวสามเมตรพออยู่ได้ ในช่วงนั้นตาปะขาวอ่อนศรีก็จะขึ้นไปภาวนาที่ภูลังกาเป็นประจำ

นึ่งปลาโจก
เรื่องอาหารการขบฉัน ครั้งหนึ่งหลวงปู่บิณฑบาตได้อาหารที่ชอบใจ คือนึ่งปลาโจก ท่านบวชมากฏิไม่ค่อยได้ฉัน วันนั้นมีโยมใส่บาตรให้ตั้งแต่ได้รับบิณฑบาตแล้ว จิตใจท่านก็นึกถึงแต่อาหารห่อนั้นตลอดเวลา พอกลับถึงวัดก็ให้แม่ขาว ไปจัดใส่ถ้วยใส่จานมาถวายใหม่อีกครั้ง ในจิตใจท่านก็จะนึกว่าจะฉัน นึ่งปลาโจกกับแจ่วส้ม
ให้เต็มอิ่มและวันนั้นก็เป็นวันแรกที่ลงจากภูลังกา และได้รับบิณฑบาต ความหิวโหยที่อยู่ภูลังกาคงสะสมไว้นาน พอมาเจออาหารที่พอใจ ก็เลยเป็นการส่งเสริมอาการอยากมากขึ้นไปอีก ทั้งทางทางร่างกายก็ต้องการอาหารเข้าไปเสริมสร้างเข้าไปทดแทนสิ่งที่สึกหรอจิตใจก็มีความ กำเริบอยากเกินความเป็นจริง เกินความพอดี สติที่มีพุทธโทแนบไม่ห่างจิต กลายเป็นนึ่งปลาโจกแจ่วส้มมาแทนที่ จิตใจก็ยังไม่หยุดการยึดมั่นกับสิ่งที่พอใจ หลวงปู่ท่านพิจารณาดูจิตของตัวเอง เอ...ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ พอ ได้เวลาฉัน หลวงปู่ก็เอามือจะหยิบนึ่งปลาโจกในชั่วขณะจิตนั่นท่านก็เปลี่ยนใจเอื้อมมือไปหยิบพริกสดๆสุกๆสองลูกแทน แล้วท่านส่งเข้าปากและเคี้ยวๆและกลืนน้ำตา ขี้มูกไม่รู้มาจากไหนไกลพรากๆ ความอยากฉัน มันอยากหลายเลยให้กินหมวกเผ็ดแทน สมน้ำหน้าตัวเอง แล้วท่านก็หัวเราะ หลวงปู่เล่าว่าเวลาหยิบพริกสองเข้าปากนั้น ปากทำท่าจะไม่ยอมอ้ารับ พอบังคับบอกว่าอ่าปากรับพริก พอพริกสองลูกอยู่ในปาก บอกตัวเองว่าเคี้ยวมันก็ไม่เคี้ยว มันบอกว่าอยากฉันนึ่งปลาโจก ไม่ใช้เคี้ยวพริก หลวงปู่พูดว่า อันนี้กะกิเลสเด้อ

เดินจงกรมจนฝ่าเท้าสึกบาง
การเดินจงกรมของหลวงปู่นั้น ท่านเดินนานนับชั่วโมงๆอย่างที่เขียนผ่านมา มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านเดินจนหนังผ่าเท้าสึกบางข้าพเจ้าได้ซื้อถุงเท้ามาถวาย แม้กระนั้นถุงเท้าคู่หนึ่งท่านเดินได้สองสามวันก็ขาด ต้องเปลี่ยนคู่ใหม่ ตอนฝ่าเท้าถลอกศึกบางนั้น ท่านออกเดินบิณฑบาตไม่ได้ตั้งหลายวัน แม้ท่านจะมาอยู่ประจำที่วัด ท่านก็บำเพ็ญเพียรไม่ท้อถอย ถึงฝนจะตก แดดจะออก จะหนาว จะร้อนท่านก็ทำของท่านไม่หยุด ท่านอกว่ามันเป็นตามาธรรมชาติ เราไม่สนใจกับมัน เรื่องภาวนาทำความพากเพียรไม่เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ ดินฟ้าอากาศจะมืดจะแจ้ง ฝนจะตกแดดจะออกก็เป็นเรื่องของมัน ถ้าหากเราไปหาข้ออ้าง เดี๋ยวช้านักไม่ทำงาน เดี๋ยวร้อนนักไม่ทำงาน เดี๋ยวบ่ายแล้วไม่ทำงาน ถ้านักปฎิบัติก็ถือโอกาสเกี่ยงงอนไม่ยอมปฎิบัติธรรม ท่านทำจนเป็นนิสัย วันไหนท่านได้เดินจงกรมก็จะบ่นเหมือนท่านขาดอะไรไปสักอย่าง

ตาปะขาวอ่อนศรีเห็นตัวเองเป็นพระ
การขึ้นไปภาวนาในถ้ำบนภูลังกานั้น หลงปู่ท่านก็ขึ้นๆลงๆหมดเสบียงอาหารก็ลงมา ขอจากลูกหลานได้พอสมควรแล้วก็ขึ้นภูลังกาอีก ท่านลงมาพักที่โนนแพงและตัดสินใจโกนผม ห่มผ้าแบบพระออกบิณฑบาตร(ผ้าที่ห่มเป็นผ้าขาวตัดเย็บเหมือนจีวร)ท่านเคยพูดว่า ขอเป็นตาปะขาวไปอย่างนี้แหละ อายุก็มากแล้วจะได้ไม่พะวักพะวงเรื่องอาบัติ การขบฉันก็จะไม่ลำบากในการรับประเคนและอยากพิสูจน์ว่าเป็นตาปะขาวถือศีล 8 จะบรรลุธรรมขั้นสูงได้หรือไม่ จะอริยะได้เฉพาะพระภิกษุผู้ถือศีล 227 เท่านั้นหรือ
หลวงปู่ว่าอย่างนี้ท่านจึงบำเพ็ญเพียรในเพศตาปะขาวโดยไม่มีความนึกคิดว่าจะบวชเป็นพระเลย แต่ด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่สามารถเดาได้ จึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นกับหลวงปู่ ในเย็นวันหนึ่งเวลาประมาณ 6 โมงเย็น กลางเดือนมีนาคม พ.ศ. 2523 หลังจากท่านเดินจงกรมได้เวลาพอสมควรก็ออกจากทางเดินจงกรมขึ้นกุฎิไหว้พระสวดมนต์ทำวัตรเย็นเสร็จ จึงออกมานั่งหน้าระเบียงกุฎิเพื่อรับลมเย็นอากาศในเดือนมีนาคม-เมษายนนั้นใคร ก็รู้ว่าร้อนอบอ้าวมากน้อยขนาดไหน ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดประเพณีสงกานต์ในประเทศไทย มีเพียงประเทศเดียวในโลก พวกเราคนไทยจึงภาคภูมิใจในความคิดของบรรพบุรุษเรา เป็นมรดก ตกมาถึงลูกหลานจนกระทั่งทุกวันนี้และตลอดไปชั่วนานแสนนาน(ประเทศลาวนั้นเป็นบ้านพี่เมืองน้องคงจะถือเอาประเพณีจากไทยไป)
หลวงปู่ท่านเล่าให้ฟังว่าพอนั่งได้สักพักท่านก็มองเห็นพระรูปหนึ่งมีรูปร่างสูงโปร่งเหมือนท่าน เวลานั้นยังไม่มืดจึงมองเห็นชัดเจนมากหน้ากุฎิของหลวงปู่นั้นมีทางจงกรมของท่าน พอมองดูชัดๆ ก็เป็นร่างของตัวเอง หลวงปู่ท่านก็แปลกใจมาก ทำไมจึงมีอีกร่างหนึ่งขึ้นมาอีกร่างหนึ่งเป็นตาปะขาวอีกร่างหนึ่งเป็นพระ ร่างที่เป็นพระเดินกลับไปกลับมาสามรอบแล้วหายไป ต่อจากนั้นท่านนอนหลับฝันไป ก็จะฝันว่าตัวเองเป็นพระอยู่เสมอๆ หลวงปู่จึงพิจารณาดูจึงคิดว่า เราคงจะอยู่เป็นตาปะขาวไม่ได้แล้ว จิตใจก็มีความนึกคิด อยากบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเป็นกำลัง มันขัดกับความตั้งใจเดิมที่จะอยู่เป็นตาปะขาวตลอดไป ออกพิสูจน์ว่า การเป็นตาปะขาวนั้นมีสิทธิ์จะเห็นธรรมขั้นสูงได้หรือไม่ ต่อจากนั้นจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ ตาปะขาวอ่อนศรี ก็รู้สึกว่าตัวเป็นพระวันหนึ่งท่านได้พูดกับข้าพเจ้าว่า อุ้มหาหนังสือมาหัดครองนคให้พ่อหน่อย แล้วท่านก็ท่องครองนาคเอสาหัง จนชำนาญถูกอักขระพยัญชนะตามภาษามคธบาลี


หลวงปู่ผู้เปี่ยมเมตตา
ผมพบหลงปู่ครั้งแรก เนื่องจากคณะผู้ปฎิบัติธรรมคณะหนึ่งได้ตระเวนกราบพระอาจารย์ดังๆทางภาคอีสานจนทั่วแล้วได้ไปกราบหลวงปู่อ่อนศรี ขันติกโร วัดป่าโนนแพงได้มาเล่าถึงความน่าเลื่อมใสให้ฟังทำให้ผมใคร่อยากไปกราบหลวงปู่บ้าง จนนกระทั่งได้มีโอกาสติดตามคณะนี้ไปกราบหลวงปู่
การกราบหลวงปู่ครั้งแรก เนื่องจากท่านพึ่งหายป่วย และพึ่งออกจากโรงพยาบาลมา แม้ท่านจะต้องนอนพักผ่อน จมูกยังต้องห้อยสายออกซิเจนเสียงท่านก็ไม่ค่อยจะมี แต่กระนั้นเมื่อคณะเราไปกราบไหว้ ท่านได้ดึงสายออกซิเจนเก็บไว้ก่อน แล้วจึงเทศน์โปรดพวกเราด้วยจิตที่เมตตาอย่างสูง ต้องตะเบ็งเสียงเพื่อนเทศน์ให้พวกเราได้ยิน ทุกคน เทศน์ไปหอบหายใจไป ผมน้ำนาซึงออกมาจากเบ้าโดยไม่รู้ตัวแต่สายตาที่ท่านจ้องมองพวกเราช่างเต็มไปด้วยความจริงใจและจริงจังต่อคำสอนที่ออกจากปาก แฝงด้วยความเมตาธรรมอย่างหาที่สุดไม่ได้โดยไม่คำนึงถึงอาหารเจ็บป่วยทางหายของท่านเลยเพียงแต่ต้องการจะส่งสอนญาติโยมให้เข้าถึง และล่วงรู้ถึงธรรมชั้นสูง ดังที่ท่านได้พบเห็นแล้ว
ธรรมที่ท่านสอนก็ช่างธรรมดา เรียบง่าย เข้าใจง่าย กล่าวคือท่านเน้นให้ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ใครจะว่า จะด่าอะไรก็ให้ทนอย่าโกรธ ให้รักษาอารมณ์ไว้อย่าให้ขุ่นมัว ให้หมั่นดูจิตของตนเองตลอดเวลาให้รู้เท่าทันมัน ไม่ส่งออกไปกระทบอารมณ์ภายนอก และเน้นหนัก ในด้านการทำความเพียรให้หนัก เพื่อหลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้ ท่านเน้นๆว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ถ้าตั้งใจจริง ปฎิบัติอย่างจริงจัง จะเห็นผลในไม่ช้า ไม่ต้องมากล่าวโทษว่าบุญ ไม่ถึง บารมีไม่ถึง มีเวรมีกรรมมากเหล่านี้เป็นต้น
หลวงปู่นับเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างมาก ในเรื่องการทำความเพียรของท่านที่หนักและเสมอต้นเสมอปลาย ยกเว้นยามที่ท่านป่วยไข้เท่านั้นจนหาผู้ใดเหมือนท่านได้ยาก
ผมขอจบถึงเรื่องเขียนถึงหลวงปู่เพียงเท่านี้ ผิดพลาดประการใดขอรับผิดชอบเพียงผู้เดียวด้วยความโง่เขลาคุณธรรมยังน้อยอยู่ ปัญญายังไม่ถึงเพียงหวังเพื่อเป็นสักการะบูชาแด่หลวงปู่ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

หลวงปู่ฝากไว้
เขาจะเรียกว่าถึงขยะก็ช่างเขา อย่าไปยืดที่เขาว่า อยู่ที่ว่าเราจะทำหรือไม่ เราตัดสินใจวางเท่านั้น โลกไม่มีอะไร โลกก็มีเพียงจิตเท่านั้นลูกหลานเอ๊ย นอกจากจิตไม่มีอะไรตั้งอยู่ในโลก เราพยายามจี้ที่จิตเรา กายเราก็คือเสื้อผ้า ถ้าได้นุ่งผ้าถ้าได้นุ่งห่มแล้วก็หลงใหลในเสื้อผ้าผืนนี้ อะไรอร่อยๆก็ติดปากติดใจ อะไรหอมๆก็ติดก็เพราะจิตมันติดจมูก อะไรสวยๆเพราะจิตมันติดตา เสียงดีเพราะจิตมันติดหู เย็นร้อนอ่อนแข็ง ก็เพราะจิตมันติกาย เพราะจิตเราไปยึดถ้าทำใจได้หนึ่งไม่มีสอง ประคองจิตให้คิดดีคิดงาม ชีวิตคือการพิสูจน์ ขอให้ลูกหลานทุกคนจงเป็นผู้พยายามเพ่งไปที่ตนเอง ถ้าเห็นตัวเองเราก็เห็นทุกสิ่ง โลกะวิทู วัจจะโส ภควา สุคะโต วัจจะโส ภควา วัดดูสิหลานเอ๊ย ก็เห็นกันแล้วถ้าเห็นใจเราก็เห็นกันหมด เราเข้ามาในรพะศาสนา พุทธศาสนาคืออะไร พุทธศาสนา ก็คือรางวัด กว้าง ศอกยาววาหนาคืบ มีอะไรในโลกอันนี้อาหารการกินก็เห็นอยู่ตอนก็อร่อย พอออกมาส่างกลิ่นเหม็นนารังเกลียด ก็โรงานผลิตเราทุกคนควรพากันพิจารณา ให้มันรู้ชัดรู้จริง นานเข้าพากันเบื่อหน่อยทุกสิ่งจิตเราจะรู้ความเข้าเป็นหนึ่ง เมื่อจิตรวมเข้าเป็นหนึ่งเท่านั้นแหละ เรามีศาลาพักใจแล้วเราก็สบายหัวใจ ต่อให้มีเครื่องบินเต็มท้องฟ้า ลูกหลานก็สนใจดอก ถ้าทำจิตให้เป็นหนึ่งทำได้ทุกคนนั้นแลหะลูกหลาน เอ๊ยขอให้ทำจริงให้เห็นจริงๆมันจะมีอะไรในโลกเรา ก็ชีวิตนี้คือการพิสูจน์ คนพันล้านในโลกก็พิสูจน์แต่โลกนี้ ศึกษาเล่าเรียนก็เรียนไม่จบ เรียนธรรมของพระพุทธเจ้าดูสิ เรียนในกายเรานี้ ให้มีปัจจุบันรู้ทันจิตตลอด นั้นแหละเราทุกคนจะงอกงาม แล้ว ลูกหลานทุกคนจะพบกับความสุขความเจริญ ให้พากันตั้งอกตั้งใจ ได้รักษาศีลฟังธรรมได้กินได้ทานไว้ในพระพุทธศาสนา ไม่เสียที่มีเกิดมา ศีลเราก็รู้จักแล้วปาณา อทินนา กาเม มุสา สุรา จะเจตนางดเว้นหรือไม่ ถ้าเจตนางด เว้นก็เป็นศีลทันที่ ก็ประเสริฐทันทีเราทุกคนเกิดมา ปรารถนามาสร้างบุญสร้างกุศลทุกคน แต่มาแล้วพากันหลงหมด ก็อีตาอ่อนศรีนี้แหละยิ่งหลงที่บวชก็เพราะเป็นผีบ้า เดี๋ยวนี้ก็ยังบ้าอยู่กำลังทำลายหลักฐานกันอยู่มันติดอะไร มันคาอะไร จิตมันไหลมันไหลไปไหน ตลอดอยู่ไหนก็กายนี้เอง มีตับมีม้ามก็ไม่ผ่าออก มีไส้ก็ไปตัดออกหลายที มันมีอะไรไม่มี ก็แต่ยมบาล เห็นแล้วรีบตวงเอไว้เร็วๆเราทุกคนต้องทำจิตให้ผ่องใส อย่าให้มันเศร้าหมอง สร้างกฐินร้อยกองก็ไม่เท่าทำจิตให้ผ่องใส ทำได้ก็นอนหลับ อันนี้อีปู่ว่า เอาลองทำดูถ้ามีความสุขปู่ก็ไม่ว่าดอก ถ้าจิตผ่องใสแล้วนอนหมุนไม้ก็มีความสุข ถ้าจิตใจเศร้าหมองนอนตึกร้อยขั้นก็เหมือนนอนกองไฟ เราต้องทิ้งของชั่วเอาของดี ทิ้งของดีอาของประเสริฐ ทิ้งของประเสริฐเอาแต่ของวิเศษทิ้งของวิเศษเอาความบริสุทธิ์ ทิ้งของบริสุทิเอาความว่างมหาศาล ว่างๆมหาศาลก็ว่างไปอีก มันอยู่ดวงเดียวอันนี้แหละหลานเอ๊ยไม่ได้อยู่ที่อื่นหรอก อยู่ที่ใจอันเดียว ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นนาย โลกทั้งหลาย มีใจถึงก่อน ธรรมทั้งหลายมีใจเลือกเอา ในโลกนี้ลูกหลานทั้งหลายก็ได้กินชิมมาหมดทุกอย่างแล้วแม้แต่ทางที่เราจะไป อย่างจะไปกรุงเทพ เราก็ต้องเตรียมกระเป๋า แต่เราออกจากกายนี้ไป เราเตรียมอะไรไป มีแต่สิ่งเดียวคือหัวใจ ทำจิตใจให้เป็นหนึ่งแล้ว มาเถอะยมบาล ยมบาลอยู่ไหนก็อยู่ในใจเรานี้แหละ ก็ไปตามกุสะรา ธัมมา ไปตามอ กุสะราธัมมา ปู่ไม่มีอะไรฝากลูกฝากหลาน ขอให้ลูกหลานทำจิตใจให้เป็นหนึ่ง ทำใจให้ผ่องใส ธุระอะไรมาสร้าง ปัญหาให้ใจเราเป็นทุกข์ ความเป็นอยู่ของเราประเสริฐแล้วรีบตักตวงเอาไว้เร็วๆเราทุกคนต้องทำจิตให้ผ่องใสอ่าให้มันเศร้าอย่าให้มันหมอง สร้างกฐินร้อยกองก็ไม่เท่าทำจิตให้ผ่องใสทำได้ก็นอนหลับอันนี้อีปู่ว่า ศาลาใหญ่ก็มาจากศาลาน้อย เสริฐใหญ่ก็มาจากเศรษฐีน้อยลูกหลานเกิดมาในชีวิตนี้มีอะไรก็สัมผัสมาเกือบทุกอย่างแล้วในโลกนี้ มันยังอร่อยอยู่หรือ ดีกว่านี้วิเศษกว่านี้ไม่มีแล้วหรือ นี่มันน่าคิดน่าพิจารณา ขอให้ลูกหลานทุกคนเป็นผู้ต้องอยู่ในความบริสุทธิ์ เป็นผู้สงวนศีล ปาณา อทินนา กาเม มุส สุรา เรารู้แล้วไปรับกับพระทำไม สุปฎปันโดน อุชุปฎปันโน ญายะปฎปันโน สาจิปฎปํนโน เราก็เป็นสงฆ์ได้ทันที มันไม่ขึ้นอยู่กับผ่าเหลือง มันไม่ขึ้นกับผ้าดำ บ้านเมืองเรามีแต่ถังขยะ ถ้าขยะก็คืออีตาอ่อนศรี แต่ปู่บ่อย่ากให้ลูหลานเป็นถังขยะให้พากันตั้งอกตั้งใจพากันปฎิบัติลูกเอ๊ย อย่าว่าบ่มีเวลานั่นหายใจอยู่บ่ยังอยู่ หายใจอยู่ก็ให้รู้สติรู้ตัวเป็นผู้มีปัจจุบันจิต จิตใจผ่องใสอยู่ ลูกหลานทุกคนจะพบแต่ความสุขถ้าทำจริงๆเว้นแต่นอนหลับเราทุกคนเกิดมาไม่มีอะไรลูกเอ๊ย ถ้าปู่ฮู้จักปู่บวชตั้งแต่อยู่ในผ้าอ้อมแล้ว อย่าสนตัวเองนะ ดูแลกตัวเองนะ ของมันไม่เที่ยงนะลูกเอ๊ยชีวิตนี้จะมีอะไรเป็นที่ตั้งได้เป็นที่อาศัยได้กายเราเอาไปนำได้ไหมมัน เป็นของโลก มันต้องทิ้งไว้ในโลกนี้แหละเส้นผมผ่าแปดก็เอาไปนำบ่ได้ปู่พูดทีไรน้ำตามันซึมออกมานะ ให้ลูกหลานพิจารณาดู
ของทำได้ทุกกคนเพราะเราอยู่กับพระธรรมดาจะไม่เห็นพระธรรมได้ยัง พระธรรมก็คือหายนี้ เกศาคือผมนั่นใครว่าผมโลมาใครว่าขนมันเป็นธรรมชาติของมัน นะขา ใครว่าเล็บ ทัตใครว่าฟันมันเป็นลักษณะของมัน มันจะมีอะไร เราต้องพิจารณาทุกสิ่งเป็นของไม่เที่ยวเป็นทุกข์ ผมก็จะหงอกไป หนังก็จะท่องเหี่ยวไป ไม่มีอะไร ตั้งอยู่ในโลกนี้ได้หลานเอ๊ย พากันตั้งอกตั้งใจพากันเปลี่ยนภพแปลงชาติให้สอนตัวเอง ศีลนั้นคือเจตนา เราจะเจตนางดเว้นหรือไม่ถ้าเจตนางดเว้นหรือไม่ถ้าเจตนางดเว้นก็เป็นศีลทันทีต้องทำจิตให้เป็นหนึ่ง จิตอันนี้ประเสริฐที่สุดหลานเอ๊ย อยากได้อะไรไม่ผิดหวังซักคน มาเอาในโลกนี้แหละหลานเอ๊ย อยากเป็นเทวทัตก็มาเอาในโลกอันนี้ อยากไปนิพพานก็มาเอาในโลกอันนี้ ไปนิพพานยากหรือเปล่าไปนิพพานสบายที่สุดแต่คนไม่อยากไป ไปนิพพานกลัวอดคิดถึงสามี คิดถึงแม่ของลูก คิดถึงแฟน ทิ้งออกไปให้หมด ผู้ไม่มีงานทำกับผู้มีงานทำใครเป็นสุขนี้แหละน่าคิดงานทำไม่มีมีแต่ความว่าง ทำจิตให้ปล่อยวาง ว่าง งานทำไม่มี ผู้มามีกายกับผู้ไม่มีกายใครเป็นทุกข์ ผู้หิวกับผู้ไม่หิวใครเป็นทุกข์ นี่แหละ ลุกหลานเอ๊ย รีบเอา รีบพากันตักตวงให้เต็มที่ โลกไม่มีอะไรยั่งยืน เรียนโลกเราเรียนไม่จบหรอก เกิดมาอีกกี่ชาติๆก็ไม่จบ เรียนพระพุทธศาสนาจบ เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน ไม่หลงไม่ไหล ไม่ล่ำไม่มีทิฐิมานะ ไม่มีโมหะ โทสะทั้งหมด กิเลสของชั่ว ฟังแต่กิเลสฟังแต่โลกเพราะคนมันติดโลกอันนี้แล้ว ติดเชื้อโรคอันนี้ ติดในรูปติดในรสติดในกลิ่นติดในเสียงในการสัมผัสติดไปหมด ติดยิ่งกว่าลิงติดจั่นลุกหลานเอ๊ยทำจริงๆนะ ความโลภเราก็รู้แล้วความโกรธก็รู้แล้วความหลงก็รู้แล้ว โลกเราก็รู้แล้วโลกอยู่ไหนก็ตัวเรานี้แหละโลกโลกะวิทู วัจจะโส ภะคะวาวัดที่เรานี้ ถ้าเห็นเราก็ไม่เห็นหมดโลก หยุดความโกรธความโลภความหลงทิฐิมานะอยากดังอยากใหญ่กันเท่านั้นไม่มีใครอยากเป็นหมาสักคน เมื่อเราทำจิตได้แล้วพ้นนรกแล้ว ว่าแต่มีปัจจุบันไม่เท่านั้น เรพาะความโกรธความโลภความหลง ตายแล้ว ว่าแต่มีปัจจุบันไม่เท่านั้น เพราะความโกรธความโลภความหลง ตายแล้ว จึงมาเป็นหมูเป็นหมาเป็นปลิงเป็นทาก พวกเราทั้งหมดมันจะเป็นอะไรเป็นถังขยะก็เชิญ อย่าสร้างปัญหาให้ใจเราเป็นทุกข์ จิตใจผ่องใสอยู่ตลอด เพราะอยู่ในปัจจุบันอย่าส่งจิตออกจากปัจจุบัน เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นสอบได้เขาด่าแม่ยิ้มได้หรือเปล่าถ้ายิ้มไม่ได้ก็สอบตก ไม่ต้องไปสอบเปรียญ 8 เปรียญ 9 เปรียญ 8 เปรียญ 9 สอบตรงนี้จะไปสอบตรงไหน ตาเห็นรูปชั่วรูปดีไหวหรือไม่ ถ้าไหวอยู่สอบตก เสียงดี เจมุกดได้กลิ่นดีกลิ่นไม่ดีไหวหรือเปล่า ลิ้นสัมผัสรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนเข็งสอบได้ไหม นี้แหละสอบนักธรรมยืนเดินนั่งนอนทำใจอยู่ในปัจจุบันตลอด พระผู้ปฎิบัติทำอย่างนี้ รู้อยู่นี้กับปัจจุบันได้ เพราะคนเราไม่มีปัจจุบัน มันถึงได้อึดอัดขัดข้องใจอยู่อย่างนี้ เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์โชคดีสุดไม้มาร่วมกัน ถ้าเราไม่เคยได้กินได้ทานร่วมกันเราเป็นหมู่สงฆ์ถึงอยู่กันเรียบร้อย อยู่คอยจับผิดผู้อื่น มาคอยจับผิดตัวเรานี่ อย่าไปรักษาผู้อื่นมาดุปัจจุบันของเรานี่ รักษาปัจจุบันของเราอยู่นี่งานทำไม่มีอะไรมาก เดือนร้อนอะไรเช้าก็ไม่ได้ไปนา ปลาก็ไม่ได้หา ทำเอาแบบโก้ๆถ้าสร้างปัญหาให้ตั้งเองเป็นทุกข์บวชจนตายก็ไม่รู้จักขี้หมาอะไรถ้าไม่สู้ตายก็ไม่ไหวนะเรามันพวกบัวใต้น้ำ
 
 
 
 
 
หน้าแรก | เจ้าแม่กวนอิม | แนะนำวัด | ถาม-ตอบ | ชมรม ๑๐๙ วัด |