ครูบาพรหมมา

 

 

ครูบาพรหมมา
หลวงพ่อ พระพุทธบาทตากผ้า
พระสุพรหมยานเถร

วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

ในเช้าของวันที่ 17 สิงหาคม 2527 ที่สำนักงานทัวร์ของผู้เขียนได้รับแจ้งข่าวทางไกล มาจากวัดพระพุทธบาทตากผ้า โดยท่านพระภิกษุรูปหนึ่งว่า......"หลวงปู่ ท่านครูบาพรหมาได้มรณภาพแล้วเมื่อเช้านี้..... ทางวัดได้รับจดหมายว่า ทางคณะธรรมทานของคุณโยม จะมาถึงวันพรุ่งนี้ จึงแจ้งมาให้ทราบ...." ขณะที่ได้รับข่าวเช่นนี้นั้น ผู้เขียนกำลังสาละวนอยู่กับงานที่สำนักพิมพ์ศรีสยาม - โลกทิพย์ เข่าอ่อนทันที พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ได้แต่รำพึงเรียกชื่อท่านว่า หลวงปู่ หลวงปู่
ความจริงเรื่อง กามมรณภาพของท่านนี้ เป็นเรื่องธรรมดา ๆ ในทางธรรม แต่ทางโลกนี้ซี....เป็นเรื่องใหญ่โต และสำคัญมาก โดยเฉพาะพวกเรา ชาวคณะศิษยานุศิษย์ทุกคน เพราะหลวงปู่สุพรหมยานเถร ท่านเปรียบเหมือนโพธิ์ทอง ของพวกเรา ท่านเป็นที่พึ่งทางใจ ให้พวกเราพากันหลบคลายร้อน ผ่อนหนาวของอำนาจกิเลส ตัณหา อุปาทานได้มากมาย จนบางท่านถึงกับคร่ำครวญต่อหน้าศพท่านว่า "หลวงปู่...... ไหนหลวงปู่บอกกับลูกหลานว่า จะอยู่ในนาน ๆ ไงล่ะ ทำไมหลวงปู่จึงทิ้งลูกหลานไว้เบื้องหลัง แล้วใครจะสอนลูกหลานต่อไป" เอาเถิด.....ไม่มีใครจะว่าใครกันแล้ว เพราะความรักเคารพบูชา ตลอดถึงการยึดมั่นในองค์ท่าน อย่างเต็มเปี่ยมจิตใจด้วยกันทั้งนั้น จึงพูดออกไปอย่างไม่มีมายาหรือเจตนาแต่อย่างใด พูดไป คร่ำครวญไป ก็ด้วยความเคารพเท่านั้น

จิตหลอกหรือเปล่า
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2527 ผู้เขียนได้พาคณะจำนวน 150 คน เดินทางไปกราบ หลวงปู่สุพรหมยานเถร เวลานั้น เป็นเวลาเช้า ความจริงคณะทั้งหมด ก็ได้อาศัยความเมตตาจากหลวงปู่ คือ....นอนแรมแถมมื้อ อยู่กับท่านทั้งคณะ ภายหลังจากถวายผ้าป่าแล้วหลวงปู่ได้กล่าวขึ้นว่า.... "เอาละ วันนี้ขอให้ญาติโยมทุกคน นั่งสมาธิภาวนาร่วมกันสัก 2 นาทีนะ" วันนั้น พอได้นั่งสมาธิรวบรวมจิตครู่เดียว ก็บังเกิดความสงบทันที เมื่อจิตสงบแล้ว มองดูอาการต่าง ๆ ของจิต นิ่งไม่ไหวกระเพื่อมไปทางใด ไม่ว่าทุกข์หรือสุข หมดอาการ ปล่อยวางได้แล้ว
ผู้เขียนก็เพ่งมองดูหลวงปู่ท่าน เห็นอาการที่ท่านจะละสังขารโดยฉับพลัน ยิ่งทวนกระแสจิตไปมา ก็ยิ่งเห็นอยู่เช่นเดิม นี่จิตหลอกหรือเปล่า แต่ไม่แสดงอะไรออกมา จนกระทั่งหมดเวลานั่งสมาธิแล้ว ผู้เขียนจึงประกาศให้หมู่คณะทุกคนฟังก่อนจะแตกกลุ่ม แยกย้ายกันออกไป
ขอต่ออายุ
ผู้เขียนจึงประกาศขึ้นว่า....."การที่หลวงปู่ ท่านแนะนำอุบายธรรมะแก่พวกเรานี้ ควรระลึก จดจำใส่ใจไว้ทุก ๆ ท่าน แต่การที่แสดงธรรมะนี้ ผู้เขียนมีความรู้สึกว่า หลวงปู่จะบอกเป็นนัย ๆ แก่พวกเรา เพราะฉะนั้น.....ขณะนี้จิตใจเราทุกคน แจ่มใสอยู่แล้ว ขอให้เพ่งกระแสจิต โดยน้อมเอาคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์มาเป็นกำลัง
และขอต่ออายุให้แก่หลวงปู่สุพรหมยานเถรของพวกเราให้อยู่ยั้งยืนยง เป็นร่มโพธิ์ทองเพื่อหลบความเร่าร้อนของ กิเลส ตัณหา อันบังเกิดความเร่าร้อนแก่ภายในจิตใจของพวกเราทุกคน ขอให้ร่มโพธิ์ทอง คือ หลวงปู่สุพรหมยานเถร จงมีสิริอายุยืนนานต่อไป แม้มีโรคภัย ขอให้หายป่วยโดยฉับพลันเทอญ" หลวงปู่สุพรหมยานเถร ตอบว่า.... "สาธุ....แต่เอาเถิด....พรนี้ขอจงไปตอบสนองผู้ให้ ให้มีอายุมั่นขวัญยืน มีความสุขความเจริญทุก ๆ คนนะ..." คำพรย้อนกลับนี้ ผู้เขียนได้ยินอย่างถนัดหู ทำให้ผู้เขียนพูดไม่ออก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น..... เพราะหลวงปู่ไม่ยอมรับเสียแล้ว หลวงปู่คงจะเบื่อสังขารที่แบกทุกข์ หามก้อนทุกข์นี้เต็มทนนั่นเอง
 
ครั้งก่อนยังต่อได้
ไหน ๆ ก็เล่าให้ฟังแล้ว ผู้เขียนก็ขอพูดไม่หยุดละ อย่างน้อย จะได้เป็นข้อคิดแก่ท่านผู้อ่านบ้าง แต่อย่าเข้าใจว่า ผู้เขียนนี้ขี้โม้โอ้อวดเลยนะครับ.... สมัยหนึ่ง หลวงปู่สุพรหมยานเถร ท่านอาพาธหนัก และได้มารักษาตัว ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ถนนสุขุมวิท กรุงเทพ ฯ ข่าวการเจ็บป่วยของท่านทำให้บรรดาคณะศิษย์ ต่างก็พากันเป็นห่วงในองค์ท่าน คณะศิษย์ทั้งหลาย ได้เข้าเยี่ยมดูอาการของหลวงปู่ ไม่เว้นแต่ละวัน จนนายแพทย์ ต้องจำกัดเวลาให้เข้าเยี่ยม.....
ดังนั้น คณะศิษย์สามคนได้แก่ อาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ คุณสิทธา เชตวัน และผู้เขียนได้เข้ากราบเยี่ยมอาการป่วยของท่านเช่นเดียวกัน.... หลวงปู่สุพรหมยานเถร แม้จะป่วยโรยรา ด้วยโรคาพยาธิแต่ด้วยน้ำใสใจจริงของท่าน ไม่เคยแสดงอาการทุกข์ร้อนออกมาให้คณะศิษย์ต้องใจเสียเลย.....พวกเรารู้ดี จึ่งนั่งสมาธิภาวนาเพ่งจิต คล้ายกับวิงวอน โดยอาศัยอำนาจพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง.....ก่อนกราบลา พระภิกษุผู้เป็นศิษย์ ที่ติดตามปรนนิบัติท่านได้ชี้ไปยังสมุดเยี่ยม เพื่อให้เขียนชื่อ ลงในสมุดเยี่ยมด้วยกันทุกคน ผู้เขียนได้พรรณนาไว้ว่า.... "ขออำนาจของพระรัตนตรัยเป็นบารมี พร้อมทั้งคุณงามความดีที่หลวงปู่พรหมยานเถรได้ประพฤติตน อบรมมาตั้งแต่อดีตสมัยต้น จนกระทั่งปัจจุบัน และจะกระทำต่อไปในอนาคต จงเป็นสักขีพยาน ข้าพเจ้าขออาศัยกุศลบุญเป็นฐานรองรับคำอธิษฐาน...ด้วยหลวงปู่ท่านเป็นโพธิ์ทองอันอุดมของพวกข้าพเจ้าทั้งหลาย เมื่อคุณงามความดีเป็นสัจจะจริงแล้ว ก็ขอให้หลวงปู่ จงหายวันหายคืน จงมีพลานามัยแข็งแรงดังปกติ และขอให้หลวงปู่จงมีอายุยืนยาวต่อไปอีก 9 ปี ขอให้เทพเทวา จงมาเป็นพยานด้วยเทอญ" สมุดเยี่ยมเล่มนี้ ยังอยู่ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า ผู้เขียนเอง ก็ไม่ค่อยจะเจนจัดในเรื่องอธิษฐาน พอคิดได้อย่างไรก็ถวายเฉิ่มเรื่อยไป....แล้วลากลับ
 

ญาณวิเศษ
ความจริงแล้ว สมุดเยี่ยมเล่มโต ๆ และมีลูกศิษย์มากมายหลายหน้า ต่างก็ทยอยเข้าไปนมัสการทั้งวัน ท่านคงไม่จดจำหรอก ว่าใครเป็นใคร แต่สิ่งที่ผู้เขียนเชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่สุพรหมยานเถรอย่างหนึ่งคือ ญาณวิเศษ ความรู้ความเห็นของท่านนั้น ช่างแจ่มใสมาก จนเป็นเรื่องที่รับรอง จากครูบาอาจารย์หลาย ๆ องค์ ในปัจจุบันนี้.... หนึ่งเดือนต่อมา ผู้เขียนได้เดินทางไป พร้อมกับคณะจำนวน 250 คน วันที่เดินทางไป ถึงวัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน ก็เป็นเวลา 5 โมงเย็น ( 17.00 น.) ผู้เขียนได้เข้าไปนั่งอยู่ข้าง ๆ ประตู เพราะวันนี้หลวงปู่ท่านลงศาลา เพื่อโปรดคณะญาติโยมตั้งแต่บ่ายโมง คณะต่างถิ่นใกล้ไกล ต่างก็เข้านมัสการอยู่ไม่หยุด
ผู้เขียนและหมู่คณะ แอบมองท่านอยู่ข้างประตูห่าง ๆ ส่วนจิตใจของทุกคน ดูเหมือนจะตรงกันคือ.... ถ้าหลวงปู่ลุกขึ้น ก็คิดจะเข้าประคองท่าน และหวังบุญกุศล ส่วนผู้เขียนได้หมายตาไว้ที่รถเข็นของท่าน จะขออาสาเข็นท่าน ไปยังกุฏิเท่านั้น เวลา 6 โมงเย็น ผู้เขียนเห็นหลวงปู่ลุกขึ้น เพื่อจะกลับกุฏิ พวกที่อยู่ข้างหน้า ก็ตรงเข้าไปประคองผู้เขียนคว้ารถเข็นเข้าเทียบ จากนั้น ผู้เขียนได้เข็นรถนำท่านไปยังกุฏิ ความอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่ได้มองหน้าผู้เขียน ท่านพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า... "เอ้อ....เห็นไหม เดินก็ไม่ค่อยไหว แต่ใคร ๆ ก็อยากให้อยู่นาน ๆ เมื่ออยากให้อยู่นาน ๆ คนขอให้อยู่ก็ต้องเหนื่อยอย่างนี้ละซีนะ..." ว่าแล้ว ท่านก็หัวเราะเบา ๆ ผู้เขียนได้ยินเช่นนั้น ก็เกิดปีติขนลุกขนพอง ทำใจเป็นปกติ แล้วตอบท่านไปว่า...."ครับ หลวงปู่ ลูกหลานเหนื่อยก็ไม่เป็นไร ขอเพียงเวลามากราบให้ได้พบหลวงปู่เท่านั้น จะเป็นความสุขอย่างมากทีเดียวแหละครับ"
 
ตระกูลผู้มีบารมีธรรม
ตระกูลพิมสาร เป็นบ่อกำเนดพระอริยเจ้า ผู้มีเมตตาธรรมหลายองค์ ดังจะยกคุณให้เห็นเป็นประจักษ์พยาน คือ หลวงปู่พระสุธรรมยานเถร (ครูบาอินทรจักร) วัดน้ำบ่อหลวง จ.เชียงใหม่ หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร (ท่านครูบาพรหมา) วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน นอกจากนั้นยังมี ท่านพระครูสุนทรคัมภีรญาณ วัดดอยน้อย หลวงปู่เป็ง (ครูบาไชยจักร) ผู้เป็นบิดาของท่าน แม่ชีบัวถา พิมสาร ผู้เป็นมารดาของท่าน ตามที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่ได้มอบกายถวายชีวิต ไว้กับพระพุทธศาสนา ความเจริญไพบูลย์ในทางธรรมด้วยกันทั้งสิ้น
หลวงปู่เคยเล่าให้ฟังว่า.... "มันก็เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อยู่นะ.... ทุกคนต่างก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น วิเศษจริง ๆ และนำจิตใจพ้นจากทุกข์ได้ จึงพากันออกบวชเรียนกันในสมัยนั้น เออ....นี่คงเป็นบุญวาสนาแต่หนหลัง จึงแจ้งในจิตใจ มีความถูกต้องในทางธรรมคำสั่งสอนนะ"
หลวงปู่สุพรหมยานเถร ท่านเติบโตขึ้นมา ท่ามกลางชีวิตป่าเขา และท้องทุ่งนา ท่านได้ช่วยบิดามารดา ทำงานไปตามกำลัง ซึ่งเป็นช่วงสมัยเด็กเล็ก ๆ พอจะทำงานผ่อนภาระทางบ้าน ได้ตามสมควร บุคคลภายในครอบครัวทั้งหมด โดยเฉพาะบิดาและมารดาของท่าน เป็นบุคคลที่น่าเคารพเลื่อมใสอยู่มาก และสมกับเป็นเยี่ยงอย่างอันดีงามแก่บุตร - ธิดา คือ เป็นตระกูลที่รักความสงบ รักในการทำบุญทำทาน และมีความตั้งมั่น ในพระบวรพุทธศาสนา มุ่งหาแต่ทางพ้นทุกข์ นำความสุขมาสู่จิตใจตน.....
 
ยอดพระแห่งลำพูน
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และเป็นพระผู้มีเมตตาธรรมสูงยิ่งองค์หนึ่งในภาคเหนือ แม้ครูบาอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติหลาย ๆ ท่าน ได้กล่าวเป็นประโยคเดียวกันว่า....."หลวงพ่อวัดพระพุทธบาทตากผ้าองค์นี้ เป็นยอดพระ แห่งจังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นองค์ที่สอง นับเรียงมาจาก นักบุญแห่งลานนาไทย ครูบาศรีวิชัย แห่งอำเภอลี้ ท่านจึงเป็นองค์ที่สองในปัจจุบัน"
พระสุพรหมยานเถร เราท่านทั้งหลาย ได้ให้ความเคารพนับถือท่าน ในฐานะ "หลวงปู่" เพราคำเรียกคำนี้ มีกระแสแห่งความเคารพรัก ในองค์ท่านอย่างลึกซึ้ง ล้นจิตใจ ยังความใกล้ชิดสนิทสนม ยากที่จะลืมเลือน เราจะเข้าใจตัวเองไปว่า เราเป็นลูกหลานแท้ ๆ คนหนึ่ง ของหลวงปู่ท่าน"
 
คำสอนของหลวงปู่
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านสอนผู้เขียน และหมู่คณะชาวกรุงเทพ ฯ ทุกคน ให้มีความประพฤติอยู่ในขอบเขตแห่งธรรม ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า "พวกญาติโยมทั้งหลายเป็นคฤหัสถ์ สิ่งต่าง ๆ อันเป็นกระแสโลก เข้ามารบกวนกระแสคลื่นของจิตใจ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ถึงอย่างไร อาตมาในฐานะครูบาอาจารย์ ก็อยากจะฝากฝังศีลธรรมไว้บ้างพอสมควร เราทุกคนเกิดมาแล้ว จะต้องรักษาศีล 5 กันให้ได้ เพราะศีลนี้เอง จะเป็นฐานรองรับชีวิตจิตใจของหมู่เราชาวมนุษย์และเทวดาให้มีความร่มเย็นเป็นสุข เพิ่มพูนบุญบารมีแก่ตนได้ เออ....การดำรงชีวิตอยู่ก็เช่นเดียวกัน จงจำใส่ใจให้ดี ๆ เราต้องรู้จักประมาณในการแสวงหา เราต้องรู้จักประมาณในการรับ เราต้องรู้จักประมาณในการบริโภค.....นี่แหละจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข ในทุก ๆ คนนะ.....
อนึ่ง.....ขอให้ลูกหลาน ทั้งชายและหญิง จงมีความเห็นที่เป็นธรรม ความเห็นนี้ เป็นฐานะแห่งจิตใจ คือ......
1. เห็นลูก ผัว เมียคนอื่นดุจบิดา มารดา บุตร ของตนเอง
2. เห็นทรัพย์สมบัติของคนอื่น ๆ ให้เห็นเป็นดุจก้อนดิน ก้อนกรวด
3. เห็นชีวิตสัตว์อื่น ๆ ให้คิดว่า เหมือนตนของตน อย่าเที่ยวออกเบียดเบียนทำลายให้ได้ทุกข์

เมื่อลูกหลาน ชายและหญิงมีดวงตาเป็นธรรมแล้ว ผู้ใดก็ตามเมื่อมีความเห็น ดังที่อาตมาว่ามาแล้วนี้ ผู้นั้นมีปัญญา ความเห็นแห่งบัณฑิต อันชอบแล้ว"
 
ธรรมคำแรก
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร หรือ หลวงพ่อวัดพระพุทธบาทตากผ้า ตามที่เรา - ท่านรู้จักกันโดยทั่ว ๆ ไปนี้ ท่านอุปสมบท เมื่ออายุท่านครบ 20 ปี ท่านเข้าพัทธสีมาวัดป่าเหียง ในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2461 ปีมะเมีย (โปรดทราบ ชีวประวัติของหลวงปู่ฯ คุณสิทธา เชตวัน ได้ทำลงพิมพ์ ในนิตยสาร โลกทิพย์ ฉบับที่ 7 เป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด และเป็นคำบอกเล่าของหลวงปู่เอง ขอให้ติดตามในฉบับดังกล่าว)
เมื่อหลวงปู่ ท่านบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว ท่านได้กำหนดจดจำคำสอนของพระอุปัชฌาย์แก้ว ขันติโย ไว้ว่า.... "ถ้ารักตัว ก็จงตั้งใจปฏิบัติธรรม" ด้วยประโยคธรรมข้อนี้ สามารถนำวิถีชีวิตในเพศสมณะของหลวงปู่ ออกบำเพ็ญภาวนาธรรม ผจญความทุกข์ยาก อย่างแสนสาหัส ท่านได้ต่อสู้กับความทุกข์ และได้พิจารณาตัวทุกข์ จนเกิดความสว่างทางจิตใจ แท้จริงนั้น ความทุกข์ เกิดตรงที่ดวงใจของมนุษย์ ผู้เข้าไปยึดมั่นถือมั่น โดยมีกิเลส ตัณหา อุปาทาน เป็นชนวนบ่อก่อเกิดให้เราต้องดิ้นรนพยายามทุกวิถีทางเพื่อความเป็นที่มา ของความสุขอย่างแท้จริง
 
เอาปริยัติฝึกหัดใจ
เรื่องนี้ หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร ท่านเคยเล่า - สอน ให้ผู้เขียนฟัง เมื่อคราวที่เดินทางไปกราบเยี่ยม อาการป่วยของท่านดังต่อไปนี้....
"เออ...นี่แหละ สมัยแรก ๆ อาตมาก็จับอะไรไม่ถูกทางธรรมเลยเหมือนกันนะ แต่อาศัยความจำเก่า ๆ ที่เคยเรียนมา จึงพิจารณาเป็นความเห็นจริงว่า....
1. ความรัก......จะเสมอด้วยตนเองนั้นไม่มี
2. ท่านว่า........แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาแล้วไม่มี
3. ความร้อนแรงของไฟเสมอด้วยไฟราคะแล้วไม่มี
4. ท่านว่า........ข่าย (เครื่องดัก) เสมอด้วยโมหะแล้วไม่มี
5. ความผิด......เสมอด้วยโทสะแล้วไม่มี
6. ความทุกข์.....เสมอด้วยขันธ์แล้วไม่มี

อาตมาอาศัยที่เรียนมานี่แหละนำมาพิจารณา และขณะนั้น กำลังเดินธุดงคกรรมฐานอยู่ในป่า ไม่มีอะไรมุงบัง เกิดความรู้ขึ้นมาว่า อ้อ.....ทุกข์ที่เข้ามาทำลายจิตใจของเราอยู่นี่ แท้จริงมันก็หลบซ่อนอยู่กับสิ่งภายในเรานี่แท้ ๆ เราจึงต้องทนอยู่ เพื่อฝึกฝนเอง ให้เป็นไป ตามมีตามได้ เที่ยวธุดงค์นอนแรมแถมมื้อในป่าดง อยู่เพื่อศึกษาธรรมอันเป็นสิ่งหายาก มาให้จงได้ ท่านว่าไว้นะ ท่านว่า....
1. ได้ยินว่า ตนแลฝึกได้ยาก
2. ผู้มีตนฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่ง ซึ่งได้ด้วยยาก
3. ความดีอันคนชั่วทำได้ยาก
4. การใดเป็นประโยชน์ด้วยดี การนั้นแลทำได้ยาก
5. ความอยาก ละได้ยากในโลก
6. ธรรมของสัตบุรุษ รู้ได้ยาก
7. ความถึงพอแห่งขณะหาได้ยาก
8. การเห็นพระพุทธเจ้าอยู่เนือง ๆ เป็นการหาได้ยาก
9. ความได้เป็นมนุษย์ เป็นการยาก
10. ความเป็นอยู่ของสัตว์เป็นการยาก
11. การฟังธรรมของสัตบุรุษเป็นการยาก
12. ความเกิดแห่งท่านผู้รู้เป็นการยาก
13. ความผิดของผู้อื่นเห็นง่าย ฝ่ายของตนเห็นยาก
14. ภาวะของหญิง รู้ได้ยาก
15. บุรุษอาชาไนยหาได้ยาก

นี่ท่านว่าไว้ดังนี้ เออ....เห็นจริงแท้ เพราะเวลานั้น พระฝ่ายปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ก็หายากจริง ๆ อาตมาจึงเที่ยวค้นคว้าหาอาจารย์ มาฝึกสอนอบรมจิตใจก็เห็นมีอยู่ไม่กี่องค์หรอก ในภาคเหนือนี้ สมัยนั้นนะ จนเป็นเหตุให้อาตมา ต้องทนฝึกจิตใจ เที่ยวธุดงค์อยู่ป่าดง เสียเป็นเวลานานปี "

หลวงปู่รู้ได้อย่างไร
การที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้ากราบนมัสการ หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร นักบุญแห่งลานนาไทยองค์ที่สองอยู่เสมอ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา ก็ได้มองเห็นปฏิปทา ข้อวัตรปฏิบัติของท่านแล้ว ไม่ว่าในที่แจ้ง หรือท่านจะอยู่เพียงลำพังในกุฏิ ท่านจะกระทำสมณกิจตามอัตภาพแห่งตน อย่างสม่ำเสมอ ดังมีเรื่องจะได้นำมาบอกเล่า ให้ท่านผู้อ่านพิจารณา สักเรื่องหนึ่ง.... "ท่านอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ และผู้เขียน เดินทางไปเก็บหนังสือ - เยี่ยมลูกค้า ตอนเย็นประมาณ 4 โมง ก็ได้เข้ากราบนมัสการท่าน แต่ก่อนจะมาถึงตลาดป่าซาง ก็พอดีในช่วงนั้น ทางการกำลังสร้างทาง และได้เทลูกรังไว้ ฝนตกมาก ถนนลื่น ทำให้รถไถลลงไปข้างทาง ล้อจมทั้ง 4 ข้าง ต้องเดินกรำฝนไปตามรถมาช่วยลาก เป็นชั่วโมงกว่าจะขึ้นมาจากหล่มโคลนสำเร็จ ครั้นเมื่อไปถึงวัด ก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อน จากนั้นจึงเข้านมัสการหลวงปู่ท่าน
ขณะที่ขึ้นไปบนกุฏิ หลวงปู่กำลังนั่งสมาธิอยู่....จึงนั่งรอท่าน พอท่านออกจากสมาธิ ท่านก็หันมามอง ท่านได้เอ่ยทัก ด้วยคำพูดที่น่าอัศจรรย์ว่า...."ฝนตกมากนะ....ถนนลื่นรถก็ไถลลงไปแช่น้ำครึ่งคัน เสียเงินค่าลากจูงอีก 300 บาท ก็เอาละ วันนี้นอนค้างเสียที่กุฏินี้แหละ จะได้นั่งภาวนาด้วยกัน" ผู้เขียนได้ยินท่านพูดเช่นนั้น เกิดปีติเป็นอย่างมาก และเชื่อในความรู้เห็นอันแจ่มใสของท่านด้วยอำนาจแห่งสมาธิธรรม ก็สิ่งเหล่านี้แหละ นักปฏิบัติผู้สนใจ หลงใหลที่จะได้กันนัก คืนนั้น หลวงปู่ได้สอนวิธีปฏิบัติธรรม การพิจารณาธรรมอันมีทุกข์ - สุข เป็นต้น จนบังเกิดความสว่างทางจิตใจเป็นอันมาก
เรื่องนี้ มิใช่ว่าจะนำมากล่าวหรือยกย่องในคุณวิเศษของครูบาอาจารย์ แต่เป็นการเทิดทูน ธรรมความดีจริง ของพระพุทธเจ้า แม้ผู้ใดปฏิบัติทางจิต เข้าสู่ความสงบแล้ว ผู้ปฏิบัติย่อมจะได้พบ กับความอัศจรรย์ทางจิตใจได้ทุกเมื่อ แม้พระพุทธศาสนาของเราจะล่วงเวลามานาน กว่า 2527 ปีแล้วก็ตาม สัจธรรมของพระพุทธเจ้า ก็ยังมีอยู่ ภายในจิตของผู้ปฏิบัติไม่ลบเลือน นี่แหละ ท่านจึงสอนว่า "ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมรู้เองเห็นเอง"
 
ธุดงค์ไปสมัยสงคราม
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร วัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน ท่านเปรียบเสมอโคมทองส่องทางชีวิต ของหมู่มวลมนุษย์ ในยุคปัจจุบัน ได้พบทางธรรมอันบริสุทธิ์องค์หนึ่ง ในภาคเหนือของประเทศไทย "หลวงปู่" ท่านนำโพธิธรรมความเป็นจริง เมื่อสมัยที่ท่านเดินธุดงคกรรมฐาน แล้วได้ค้นคว้าหาธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นเครื่องขจัดกิเลสตัณหาให้ออกจากจิตใจหมู่มนุษย์ ทั้งชาย - หญิง เมื่อถึงเวลาอันสมควร "หลวงปู่" ก็ได้นำธรรมะคำสั่งสอนนั้น ออกเผยแพร่สู่จิตใจของมหาชนให้มีความสว่างไสว ด้วยการปฏิบัติธรรมอันมี ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น....
แต่ก่อนที่ท่านจะได้รับพระสัจธรรมความเป็นจริง แห่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น หลวงปู่ฯ ต้องทนทุกข์ยากลำบากกายใจมาแล้ว อย่างแสนสาหัส สมัยที่ท่านเดินธุดงค์นั้น เป็นช่วงที่ประเทศชาติ กำลังอยู่ในภาวะสงคราม ความทุกข์ยากอดอยาก มีมาสู่ประชาชน ตลอดถึงพระภิกษุสงฆ์สามเณร อาหารการขบฉัน ก็เป็นอันได้ยาก เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ก็น้อย ดังกับทองคำในตลาด หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า "พวกเราทุกคน เมื่อจะรักการภาวนาธรรม ก็ต้องดูเยี่ยงอย่างของพระพุทธเจ้า นี้เป็นแนวทางชี้บอกทางให้น้อมไว้เป็นสรณะ สมัยการเดินธุดงคกรรมฐานของอาตมา ต้องสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ชีวิตเลือดเนื้อ ต้องสละหมดสิ้น ไม่เป็นกังวล ถ้าจะตายก็ต้องให้ตายไป พวกเราเชื่อในการทำความดี เมื่อถึงคราวตาย ก็ถวายหมดสิ้นแล้ว อย่างไม่มีความสงสัยเลย"
 
ลูกพระต้องไม่แพ้
"ถึงคราวสลบ ก็ต้องให้มันเป็นไป ดังครั้งเดินธุดงค์ เดินผ่านป่าดงพงพี เดินไปกลางป่า ถ้าถึงทางตัน ไม่มีทางเดินต่อไปแล้ว ก็จำเป็นต้องย้อนกลับทางเก่า มุ่งหน้าไปใหม่ ไปพบคลองลึก เป็นผาชัน ก็อดสงสารพระเณรน้อย ๆ ไม่ได้ ครั้นจะห้อยโหนโยนตัว ไปตามต้นไม้ ที่มันเอียงโน้ม ไปอีกทางหนึ่ง ก็ไม่ใช่วิสัยของพระ เพราะมันเป็นวิสัยของลิง ก็เลยต้องย้อนกลับ หาทางเอาใหม่ อดข้าวอดน้ำ กันเป็นวันเป็นคืน พอหลาย ๆ คืน หลาย ๆ วันเข้า กำลังขา กำลังกาย มันก็พลอยหมด สลบไสลกันในบ้านก็มี ในวัดก็มี ในป่าก็มี นอนกันระเกะระกะ น่าอนาถใจ แต่อย่าหาว่า ไม่มีที่พึ่งนะ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งทางใจอยู่แล้ว ฟื้นจากสลบ ก็ยืนปลงสังเวชพิจารณาอนิจธรรม
"เออ....ชีวิตมนุษย์เรา เพียงอาศัยเป็นของชั่วคราว ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่ยั่งยืนยาว" เออ...กิเลสภายในใจของอาตมา มันก็คอยสั่งบังคับ ให้กลับไปนอนทุกข์อย่างเก่า อาตมาก็ดื้อ ไม่ยอมกลับ ตามคำสั่งของมัน แม้จะทุกข์อย่างไร ก็ขอให้ได้ธรรมะกลับไป พระท่านว่า "อนิวรรต" ไปก็ต้องมีกำไรในชีวิตกลับมาอย่าไปแล้วต้องขาดทุน อาตมาพูดปลอบใจ พวกหมู่คณะทุกคน ทุกองค์ว่า "การภาวนาธรรมนี้ เราต้องเร่งเพ่งเพียรภาวนา แม้แต่พระบิดาเจ้าสมณโคดม พระองค์ก็ทรงเคยสลบไสล ด้วยทุกขเวทนาอันแรงกล้านี้เหมือนกัน" เราเป็นบุตรพระตถาคตจงอย่าทำสิ่งที่เป็นความอดสู อย่ายอมแพ้กิเลสสมารง่าย ๆ แม้จะต้องตายไปทีละคนสองคน ก็ขอให้สู้ทนโดยไม่หันกลับ กาลข้างหน้ายังรอเราอยู่ ขอทุกคนจงพยายามเถิด จงสร้างจิตใจให้เกิด อธิวาสนะ อดกลั้น อดทน จงทำจิตใจให้เกิด อธิโมกข์ ตัดสินใจเด็ดขาด ทำความเด็ดเดี่ยวให้มีประจำนิสัย ก็จะพบความจริงในวันข้างหน้าอย่างแน่นอนสิ้นสงสัย"
 
หลวงปู่ผู้งามพร้อม
"หลวงปู่" พระสุพรหมยานเถร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ต.มะกอก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ในความรู้สึกและที่เห็นมาผู้เขียนกล้ายืนยันได้.....หลวงปู่เป็นพระสุปฏิบัติ ที่งามพร้อมทุกอย่างเช่น......
1. กายงามพร้อม การเจริญในศีล หลวงปู่ไม่มีอะไรจะมาเป็นมลทิน หรือจะเปรอะเปื้อนมัวหมองแก่กายของท่าน ศีลท่านบริสุทธิ์งามพร้อม
2. วาจางามพร้อม การเจริญทางวาจาชอบ "หลวงปู่" ท่านมีความอ่อนโยน มีคำปลอบคำธรรมอันบริสุทธิ์ แม้ท่านจะปกครองพระภิกษุสามเณร ท่านจะมีวาจาที่อ่อนโยน สอนแต่สิ่งดีมีคุณประโยชน์ บริสุทธิ์งามพร้อม
3. ใจงามพร้อม "หลวงปู่" ท่านเจริญทางจิตใจอย่างสมบูรณ์มีธรรมเป็นใจ มีความยุติธรรม ไม่มีอคติแก่ผู้ใดใครคนหนึ่ง หนักแน่นมั่นคงบริสุทธิ์งามพร้อม
4. ธรรมะจากใจ "หลวงปู่" ได้พิจารณา ใคร่ครวญ ตริตรองมาจากจิตใจ กลั่นกรองด้วยสติปัญญาแล้ว ท่านจึงนำมาอบรมสั่งสอนคณะศิษย์ญาติโยม จนผู้ฟังธรรม มีความเข้าใจในอุบายธรรมะนั้น ๆ อย่างแจ่มแจ้ง หายเคลือบแคลงสงสัย เป็นธรรมะจากใจที่งามพร้อม
5. ข้อวัตรปฏิบัติ "หลวงปู่" ท่านอบรมพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ให้มีความตั้งมั่นต่อพระธรรมวินัย และข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ โดยหลวงปู่ท่าน ได้กระทำให้มีความพร้อม ในตัวของท่านเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง แก่ทุก ๆ คนได้ปฏิบัติตาม มีความสันโดษ เคร่งครัด มักน้อย อยู่ง่าย เลี้ยงง่าย เป็นที่ปฏิปทาที่งามพร้อมเสมอ
6. นุ่งห่มให้งามพร้อม "หลวงปู่" เป็นพระสงฆ์ที่รักความสะอาด เจริญตา เจริญใจ ท่านจะทำตน ด้วยการนุ่งห่มเป็นปริมณฑลเรียบร้อย กระฉับกระเฉง ไม่ว่าการนั่ง เดิน ยืน นอน จะมองดูงามยิ่งนักแก่ผู้พบเห็น ยามไหน ๆ ที่คณะพระภิกษุญาติโยม เดินทางไปถึง ท่านสามารถออกต้อนรับได้โดยฉับพลัน เป็นลักษณะที่เตรียมพร้อมทุกเวลานาที
7. จริยานิสัยงามพร้อม "หลวงปู่" ท่านมีอารมณ์จิตที่เยือกเย็น กระแสแห่งความบริสุทธิ์ในองค์ท่าน มีกำลังและอำนาจสามารถน้อมจิตใจของผู้เข้านมัสการ ได้รับความชุ่มชื่น จิตใจสงบนิ่ง จดจ่ออยู่กับกิริยา - วาจาที่กล่าวขาน มีอมตธรรมที่งามพร้อม (ดำรง ภู่ระย้า....ผู้เขียน)
 
สมาธิธรรมนำสุข
คราวหนึ่ง ผู้เขียนและอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ ได้มีโอกาสเดินตามหลัง หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร โดยผู้เขียนเป็นผู้ออกกำลังเข็นรถให้ท่านนั่ง มุ่งสู่ศาลาพระธรรมจักร หรือท่านจะเรียกว่า กุฏิธรรมจักร ก็ได้ เพราะหน้าจั่วกุฏิหลังนี้ มีรูป "พระธรรมจักร" เขียนติดไว้ ผู้เขียนจึงทำความเข้าใจว่า คงเป็นเช่นนั้น เมื่อไปถึง "หลวงปู่" นั่งบนอาสนะอันสมควรแล้ว ท่านได้แสดงธรรมะ ก่อนนั่งสมาธิร่วมกับท่าน ใจความในธรรมะ ผู้เขียนถอดเทปมาดังต่อไปนี้....
"ผู้ปฏิบัติธรรม พึงบังเกิด ศรัทธา ความเชื่อความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และในภาวนาสมาธิ จงพยายาม สละ กิจการน้อยใหญ่ เข้าสู่ที่สงัด น้อมจิตเอากรรมฐานบทใด บทหนึ่งมาเป็นอารมณ์ แล้วตั้งสติกำหนดอารมณ์กรรมฐาน ให้สม่ำเสมอละเอียดอ่อน ค่อย ๆ กำหนดไป.....วิริยะ.....อุตสาหะ.....อดกลั้นบรรเทา นานเข้าจิตแนบแน่น ต่อจากนั้น ปีติ คือความอิ่มใจ....ปราโมทย์คือความร่าเริง บันเทิงใจก็จะเกิดขึ้น นามกายก็จะสงบระงับ เกิดความสุขกายสบายใจ รู้สึกสบายและเยือกเย็น
สมาธิประกอบด้วยองค์ 3 คือ
ปริสุทโธ จิตบริสุทธิ์สะอาด
สมาหิโต จิตตั้งมั่น
กัมมนิโย จิตคล่องแคล่ว ควรแก่การพิจารณาสภาวธรรม ก็จะเกิดขึ้น
เมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว นิวรณ์ 5 ประการ อันเป็นปฏิปักษ์ต่อสมาธิ ก็จะสงบระงับดับหาย เมื่อผู้ปฏิบัติ ตั้งใจบำเพ็ญสมถภาวนา บังเกิดได้ซึ่งสมาธิอันประกอบด้วยองค์ 3 ดังกล่าวมา ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้บริบูรณ์ด้วย สมาธิภาวนาเป็นอันดี"
 
ปฏิบัติเพื่อละวาง
"หลวงปู่" พระสุพรหมยานเถร ท่านหยุดอธิบายไปนาน 10 นาที จากนั้น ท่านบรรยายธรรมต่อไปดังนี้.... "อันดับต่อไป ก็ควรแก่การพิจารณาสภาธรรม คือ....รูปนามหรือขันธ์ 5 ให้รู้ตามความเป็นจริง โดยการเจริญวิปัสสนาภาวนาตามนัยแห่งสติปัฏฐาน 4 คือ กาย เวทนา จิตตา และธรรมานุปัสสนา ท่านให้พิจารณาว่า กาย เวทนา จิต ธรรม นี้ ก็เป็น สักแต่ว่าไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตนเรา เขาเป็นของไม่จีรังยั่งยืน ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตน เป็นของสูญเปล่า พิจารณากำหนดไปนานเข้า ๆ จนกว่า วิปัสสนาญาณ อันมี นามะรูปะปริจเฉทะญาณ คือ ญาณที่แยกรูป แยกนามออกจากกันอย่างเด็ดขาด ตลอดถึง นิพพิทาญาณ คือ ญาณที่มีความเบื่อหน่าย ในสัตว์สังขาร จะเกิดมีขึ้น จากนั้นจะเกิดเป็น วิราคะ คือ การคลายการถอนเสียซึ่งความกำหนัด ความขัดเคือง ความลุ่มหลง และ วุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ ที่ยังโยคีบุคคล ผู้บำเพ็ญวิปัสสนา ให้ปล่อยวางสังขาร ให้ถึงความดับพ้นไป ออกไปจากกิเลสก็จะเกิดขึ้น
จิตก็จะหลุดพ้นจากความเกาะเกี่ยว เหนียวแน่น คือ กิเลสเป็นสมุจเฉทปหานะ ตามกำลับของอริยมรรค ชีวิตของผู้ปฏิบัติธรรม มาถึงขั้นนี้ ชื่อว่า เป็นแก่นสาร ประกอบไปด้วยคุณธรรมความดีหลายประการ เมื่อนั้น เราได้ปิดประตูอบายทั้ง 4 มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าอย่างเที่ยงแท้แน่นอน ดังนั้น ขอให้รักษาศีล เจริญ ภาวนากรรมฐาน ไม่จำเป็นว่าจะต้องนั่งหลับตาอยู่อย่างเดียว ลืมตาทำงานอยู่ก็กำหนดได้ ขอให้มีสติเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ อาตมาขอให้กระทำกัน เหมือนกับวันนี้นะ เพื่อชำระกาย วาจา จิตของตนให้บริสุทธิ์ด้วยดี อย่าให้เสียที ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาอันหาได้โดยยากอย่างนี้"
 
ภาวนาพุทธคุณ
"หลวงปู่" พระสุพรหมยานเถร วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน ท่านเมตตาอบรมสมาธิภาวนาแก่ผู้เขียนในคราวนั้น นับเป็นความอารีอย่างสูงสุด ซึ่งยากนักหนา ที่จะหาครูบาอาจารย์ที่เอาในใจใส่ดูแลถึงขนาดนี้ โดยเฉพาะผู้เขียนและอาจารย์ปถัมภ์ ก็เป็นฆราวาสธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น ก่อนนั่งภาวนาทุกครั้ง หลวงปู่จะสอนว่า...."ผู้เจริญภาวนา พุทธานุสสติกรรมฐานนี้ พึงปลูก ศรัทธา ความเชื่อ ปสาท ความเลื่อมใส และ สติ ความตามระลึก ให้เป็นไปในพระคุณของพระพุทธเจ้าจริง ๆ จึงจะเป็นการดี นั่งตรง หายใจเข้า - ออกให้สบาย ๆ ดำรงสติไว้เฉพาะหน้าคอยกำหนดลมหายใจ ขณะหายใจเข้า ให้นึกว่า พุท....หายใจออก ให้นึกว่า โธ.... กำหนดไปเรื่อย ๆ เอาสติผูกไว้กับลมหายใจ (ปลายจมูก) ให้ปักจิตปักใจ ดิ่งลง....ดิ่งลง....
เมื่อถึงคราวทิ้งองค์ภาวนาพุทโธ ก็ให้รู้ เพราะ พุท - โธ คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานโดยธรรม ปีติ คือ ความอิ่มใจ อุปาจารสมาธิ คือความตั้งใจมั่น ใกล้ต่ออัปนาฌาน จะบังเกิดขึ้น อันจะเป็นปทัฏฐานของวิปัสสนาภาวนาต่อไป" หลวงปู่ท่านเมตตาอบรมสั่งสอนในคราวนั้น นับได้ว่า เป็นความรุ้ที่ประทับใจ จดจำคำสอนอีกทั้งแนวทางปฏิบัติ มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผู้เขียนมิได้ลืมเลือน....
 
หลวงพ่อเขียด
คราวที่เดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่พระสุพรหมยานเถร วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน หลวงปู่ได้อบรมธรรมะ และได้อธิบายคำว่า "พระอยู่ที่ไหน "หลวงปู่" ท่านเมตตาเล่าโดยนำเรื่องราวมาประกอบดังนี้...."การประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ เป็นทางไปสู่ความเป็นพระได้" โยมทั้งหลาย อย่าเข้าใจผิดนะ พระนี้อยู่ที่ใจ การแต่งกายนั้น อย่างเช่น นักบวช นุ่งขาวห่มขาว นุ่งดำห่มขาว นุ่งเหลืองห่มเหลือง อะไรต่าง ๆ นี้ บางที ยังมีโมโหอยู่ก็ได้ นุ่งเหลืองห่มเหลือง ก็มีโมโหเรื่อย ๆ ก็ได้นะ ครั้งหนึ่ง ประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีหลวงพ่อเขียด พาบริวารมาที่นี่ (วัดพระพุทธบาทตากผ้า) จำนวน 480 คน เพราะมากัน 8 คันรถบัส รถคันหนึ่งก็นั่งมา 60 คน ลงรถแล้ว เขาฝึกกันเหมือนทหาร พอหัวเน้าเรียก ก็เขาแถวกันเรียบเลย ทีนี้เขาเข้ามาที่ศาลา เต็มไปหมดนะ
หลวงพ่อเขียด เข้ามาถามอาตมาว่า "ผมเป็นพระหรือยัง "
อาตมาตอบไปว่า.... "ทำไมจึงมาถามอย่างนี้ แล้วเขาเรียกท่านว่าอะไร"
"เขาเรียกผมว่าหลวงพ่อเขียดครับผม"
"ทำไม...คนแท้ ๆ จึงมาเรียกเป็นกบเป็นเขียดไปเล่า "
"ก็คือ.....ครูบาอาจารย์เป็นหลวงพ่อกบ ผมก็เป็นเชื้อสายนั้นมาก เป็นหลวงพ่อเขียด ฉะนั้นจึงทำผ้าจีวร ให้เหมือนกับหนังเขียด"
"เออ.....ก็ดีเหมือนกัน แต่ไม่ดีแท้ ขอตอบว่า ถ้าเว้นจากบาปอกุศล ให้ถูกต้องตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็ถือว่าท่านเป็นพระเหมือนกัน"
"พระนั่นน่ะเป็นอย่างไร "
"พระนั่นมาจากคำบาลี แปลว่า ประเสริฐ หรือ ผู้ประเสริฐ"
 
สมบัติของพระแท้
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร ท่านได้อธิบายธรรมะ โปรดหลวงพ่อเขียดดังนี้.... "ผู้ประเสริฐนี้ ถ้าใจของเราประเสริฐ กว่าคนธรรมดา โดยมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญานี้ เป็นสมบัติของพระ สมบัติของพระ มิใช่เงิน มิใช่ทอง มิใช่วัดวาอาราม นี่อย่างวัดพระพุทธบาทตากผ้า เขามาสร้างจนสวย และนี่ก็มิใช่สมบัติของพระ เป็นแต่ที่อาศัยของพระเฉย ๆ เหมือนกับที่ว่าการอำเภอ เจ้าอาวาสก็เหมือนนายอำเภอ ถึงเมื่อเวลาตาย มันก็ตายไปแต่ตัวเปล่า ถึงเมื่อย้าย มันก็ย้ายไปมันไม่ได้เอาอำเภอไปด้วย อาคารตัวอำเภอ มันก็อยู่กับที่
วัดก็เหมือนกัน เป็นเพียงแต่ที่พัก ของพระภิกษุสามเณรเท่านั้น เออ....ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสมบัติของพระ ถ้าท่านทรงศีล ทรงสมาธิ ทรงปัญญา ท่านก็ได้ชื่อว่า เป็นพระ พระมิใช่ว่าจะอยู่ที่ผ้าเหลือง ผ้าเขียว ผ้าแดง ผ้าขาวอย่างไร พระอยู่ที่จิตที่ใจต่างหาก" หลวงพ่อเขียดกราบหลวงปู่พระสุพรหมยานเถร แล้วกล่าวว่า.... "กราบเท้า....หลวงพ่อพูดอย่างนี้ดี กระผมเข้าใจดี ว่าพระอยู่ที่จิตที่ใจ คนส่วนมากเขาเข้าใจว่า พระอยู่ที่จีวรสบง ความจริงอยู่ที่ใจแท้ ๆ ฆราวาสจะนุ่งเขียว นุ่งแดง นุ่งขาว นุ่งดำ ก็เป็นได้ทั้งนั้น ขอเพียงให้ปฏิบัติธรรมตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา ให้แจ้ง ละกิเลส ตัณหาได้ก็นับว่า มีพระอยู่ในจิตใจแล้วส่วนหนึ่งนะครับ"
"หลวงปู่" พระสุพรหมยานเถร เสริมคำอธิบายต่อไปอีกว่า "แต่ว่า....สังฆมณฑลนี้ สังคมนี้ ก็ต้องดัดมันให้เข้ารูปเข้าร่างกันเท่านั้น บวชเป็นพระ ดำเกินไปก็ไม่ดี แดงเกินไปก็ไม่ดี เอาพอดี ๆ นั้นแหละ เพราะพระภิกษุจะต้องตั้งอยู่ในสัปปุริสธรรม
สัปปุริสะธรรม ให้รู้จักการประมาณการส่วนตัว และผู้อื่นว่า เราจะเข้าสู่....หรือเกี่ยวข้องกับสังคมอะไร....ที่ไหน ต้องมีการดัดสันดาน ตลอดถึงกิจการต่าง ๆ ให้เข้ากับสังคมนั้นได้ นี่เป็นเรื่องของสัปปุริสธรรม โดยตรงนะ
 
วิธีตูกลูกประคำ
ท่านผู้อ่านที่เคารพ นับครั้งไม่ถ้วน ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ เช่นในคราวนี้ ท่านอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆและผู้เขียน เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เรียกว่าเดินสายก็ไม่ว่ากัน เพราะสองเดือน สามเดือนก็ไปหนหนึ่ง ไปเก็บหนังสือและเก็บเงินด้วยกัน เมื่อเลิกงาน เพราะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ผู้เขียนได้ขอร้องให้ท่าน พาไปวัดพระพุทธบาทตากผ้า แทนที่จะพักค้างคืนที่เชียงใหม่ ตอนเย็น จึงมีโอกาสทำวัตรสวดมนต์ ร่วมกับพระภิกษุ ในวัดพระพุทธบาทตากผ้า นั่งสมาธิภาวนา แล้วจึงพักผ่อน เวลาตี 4 บริเวณใต้ร่มบุนนาค ซึ่งหลวงปู่พระสุพรหมยานเถร จะลงมาจากกุฏิ ทำวัตรเช้า แล้วนั่งสมาธิ เจริญภาวนาอยู่เป็นประจำ ๆ ทุกวัน วันนี้ หลังจากหลวงปู่เข้ากลดทั้งพระภิกษุสามเณร อาจารย์ปถัมภ์และผู้เขียน ก็ได้นั่งสมาธิร่วมกับท่าน
อุบายทำจิตให้สงบ... คือ....ตกลูกประคำ 6 รอบ รอบละ 108 เม็ด การตกลูกประคำ อาศัยสติและจิต เพ่งเพียรอยู่กับอาการนั้น ๆ ไม่ให้จิตใจแส่ส่ายไปทางใด ๆ แล้วบริกรรมว่า อนิจจัง (หนึ่งรอบ) ทุกขัง (หนึ่งรอบ) อนัตตา (หนึ่งรอบ) จากนั้นภาวนา พุท - โธ (หนึ่งรอบ) ธัม - โม (หนึ่งรอบ) สัง - โฆ (หนึ่งรอบ) เสร็จแล้ว เก็บลูกประคำสวมคอ แล้วนั่งสมาธิ บริกรรม พุท - โธ จนกว่าจิตสงบ รวมเวลาในการบำเพ็ญธรรมประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษ จากนั้น ท่านหลวงปู่ ฯ ได้นำแผ่เมตตา อุทิศกุศลธรรม ไปให้กว้างใหญ่ไพศาลต่อไป
 
เน้นย้ำธรรม 5 ข้อ
"หลวงปู่" พระสุพรหมยานเถร แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน หลวงปู่เคยอบรมบ่มนิสัยให้แก่พระภิกษุสามเณร ตลอดจนอุบาสก อุบาสิกา ให้ยึดมั่นในคุณงามความดี บัดนี้ เราท่านทั้งหลาย จะไม่ได้ยินเสียง ที่ท่านเปล่งออกมาจากจิตใจ และแฝงไว้ด้วยเมตตาปรานีอีกต่อไปแล้ว นอกเสียจาก สัญญาเก่า ๆ ที่คอยเตือนจิตใจ ให้เจริญรอยตาม คำสั่งสอนอบรมจิตใจเท่านั้น หลวงปู่สอนอะไรไว้บ้าง ... ท่านทั้งหลายยังจำได้หรือไม่ การปฏิบัติ ท่านสอนไว้ว่าอย่าง เราท่านคงจำได้เป็นอย่างดี หลวงปู่....ท่านเน้นในการปฏิบัติธรรม 5 ประการ คือ....
1. สติสัมปชัญญะ
2. หิริโอตตัปปะ
3. อินทรียสังวร
4. ศีลสังวร
5. สมาธิภาวนา

หลวงปู่.....เคยย้ำด้วยความเป็นห่วงเป็นใยแก่พวกเราไว้ว่า...."ผู้หวังประพฤติปฏิบัติ เพื่อโลกุตรธรรม จงตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ตามองค์แห่ง อัฏฐังคิกมรรคมีองค์แปด เมื่อย่อเข้ามา ก็ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดมีขึ้นในสันดาน จึงจะเป็นพลวปัจจัยแก่ มรรคผล นิพพาน อันเป็นจุดหมายปลายทาง ของผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
สติสัมปชัญญะ ธรรมสองประการนี้ เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เราควรนำไปใช้ในทุก ๆ โอกาส ผู้ตั้งอยู่ในธรรมสองประการนี้ คือ ความระลึกได้ และ ความรู้ตัวอยู่เสมอ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ผู้ปฏิบัติพึงปลูกให้เกิดมีขึ้นในสันดานตนเอง จึงจะเป็นการดี
หิริโอตตัปปะ ความละอายและความเกรงกลัว ธรรมสองประการนี้เป็นโลกบาล คือคุ้มครองโลก โลกคือหมู่สัตว์ ผู้ใดประพฤติปฏิบัติตามธรรมนี้แล้ว ธรรมทั้งสองประการจะรักษามิให้ผู้นั้น ตกไปสู่โลกที่ชั่ว เป็นธรรมอันขาวบริสุทธิ์และเป็นเทวธรรม คือ ธรรมของเทวดาผู้ปฏิบัติธรรม พึงมีประจำจิตใจ จึงจะเป็นการดี
อินทรียสังวร ให้สำรวมระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่านไม่ให้ยินดียินร้าย เพราะบาป บุญ คุณ โทษ เกิดได้เสมอทุกเวลา ก็เกิดที่นี่ จะดับก็ดับที่นี่ เพราะเมื่อผู้ปฏิบัติ มีสติสำรวมรักษาดี ก็จะเป็นบุญ เป็นประโยชน์ แต่ถ้าขาดสติ ไม่สำรวมรักษา ก็ไร้ประโยชน์ ให้โทษหลายประการ ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรม พึงสำรวมรักษาให้สงบระงับ จึงจะเป็นการดี
ศีลสังวร ท่านให้สำรวมรักษากาย วาจา ใจ เรียบร้อยดี ไม่มีโทษ ไม่มีภัย เป็นความปกติ เพราะธรรมในข้อนี้ เป็นเครื่องชำระบาปกรรม เป็นของบริสุทธิ์ เป็นของหอม และเย็นยิ่งกว่าน้ำ ผู้มีศีล ย่อมระงับความเดือดร้อนภายในใจ เป็นมูลฐานแห่งสมาธิภาวนา ผู้ปฏิบัติพึงตั้งใจสำรวมไว้ จึงจะเป็นการดี
สมาธิภาวนา สมาธิความตั้งมั่น เป็นองค์ธรรมที่มีคุณค่าสูงและสำคัญ เป็นที่รวมกำลังจิตและกำลังของธรรม เป็นความพร้อมมูลแห่งอริยมรรค เมื่อสัมมาสมาธิบังคับขึ้น เมื่อจิตใจแก่กล้าขึ้นแล้ว กิเลสอย่ากลาง คือ นิวรณ์ทั้ง 5 มี กามฉันท์ ความพอใจ รักใคร่ในกามารมณ์ จะลดน้อยถอยลงถึงกับหายไป จิตตั้งมั่นในสมาธิธรรมแล้ว จัดได้ว่า เป็นทางปฏิบัติที่ชอบพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า "ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร พึงเจริญสมาธิ ให้เกิดขึ้นในสันดาน เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ตามความเป็นจริงดังนี้"

สอนจากของจริง
"หลวงปู่" พระคุณเจ้าพระสุพรหมยานเถร นักบุญแห่งลานนาไทยองค์ที่สอง ท่านได้กระทำกิจอันยิ่งใหญ่ในชีวิต เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วทุกอย่าง ด้วยประการทั้งปวง ในยามที่ท่านยังมีชีวิตอยู่หลวงปู่ ได้เที่ยวอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณร ตลอดถึงคณะญาติโยมชาย - หญิง ให้มั่นคงตรงที่อยู่กับการปฏิบัติตนเป็นคนดี ให้มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา การที่ท่านได้ยกธรรมะแต่ละบท ท่านได้ตริตรองอย่างรอบคอบทุกครั้ง จึงนำมาเผยแพร่ บรรยายธรรมนั้น สู่จิตใจของผู้สดับตรับฟังจนบังเกิดสติปัญญาเป็นปฐมบท แล้วท่านผู้ฟังน้อมเข้ามาปฏิบัติเจริญธรรมความเพียร ค้นคว้าข้ออรรถข้อธรรมนั้น อย่างน่าอัศจรรย์
แท้จริงแล้ว "หลวงปู่" ท่านยกเหตุในธรรม เมื่อสมัยที่ท่านออกเดินธุดงค์ ทรมานตนเอง อยู่ท่ามกลางความทุกข์ร้อน อย่างแสนสาหัส ท่านทรมานตนเอง ถึงขั้นอุกฤษฏ์ ท่านกระทำทุกอย่างไม่ว่าจะได้รับทุกขเวทนาเพียงไหน ก็ขอให้ได้ทรมาน ดัดสันดานตนเอง จนอ่อน ละเอียด สุขุมล้ำลึกได้ ก็เป็นความพอใจเป็นที่สุด....
ดังนั้น ธรรมในธรรม ที่สอนสั่งลูกศิษย์ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์นี้ ย่อมเป็นธรรมะอันมีคุณค่า ควรแก่การรักษาและนำไปประพฤติปฏิบัติ เป็นอย่างยิ่งในชีวิต....
 
เพื่อนเก่า จอมเก
"หลวงปู่" ท่านเคยอบรมสั่งสอนธรรมะ ขจัดขัดเกลากิเลสภายในจิตใจ โดยยกเป็นนัยแห่งธรรมบท ดังนี้ว่า..... "พวกเรานี้ เกิดมาแล้ว ก็มีเพื่อนเก่า ติดตามมาด้วย เพื่อนเก่านี้ คือ กิเลส อวิชชา มันเป็นเจ้าหัวใจของเรา ทั้งสับทั้งทุบตีเราสารพัด เรายอมก้มหัวให้มันตลอดมา ครั้นเราทำความชั่วเลวทรามมันออกจะชอบใจ มันยิ้มระรื่นชื่นใจ กับผลงานของความชั่ว แต่ครั้นเรามีสติ กลับจิตใจหันมาประพฤติ ทำความดี มันคอยขัดขวาง ทำลายล้างคุณความดีนั้นอยู่เสมอ เมื่อเราได้พบพระธรรมคำสั่งสอน เราก็นำมาประพฤติเพื่อแผดเผากิเลสตัณหา ให้เหือดแห้งลงไป ในจิตใจเรา
อุปมา เหมือนปีกไก่ปีกนกที่เขานำมาย่างไฟ จนงออ่อนลงไปฉันนั้น พวกเราต้องเข้าใจเสียก่อนว่า กิเลสเพื่อนเก่านี้ เขามาอยู่ในบ้านเรา ครั้นจะคิดขับไล่ไสส่งออกจากบ้านเราทันทีทันใดนั้น มันยากอยู่หนา.....เราต้องค่อย ๆ ทำไป ๆ ทำไปอย่างสม่ำเสมอ จนกว่าจะแห้งขอดลงนี้ จะต้องดำเนินไปเป็นขั้นตอนถึงจะถูก สติปัญญาเท่านั้น จึงสามารถกำจัดออกไปได้ ฉะนั้น อาตมาจึงขอสั่งไว้ แล้วจดจำใส่ใจทุกคนนะ"
 
สั่งครั้งสุดท้าย
ก่อนท่านจะมรณภาพ ผู้เขียนได้นำคณะชาวกรุงเทพ ฯ จำนวน 3 คันรถบัส เข้านมัสการ และถวายสังฆทาน อุทิศกุศลแด่หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร เนื่องในวันเข้าพรรษา ในการนี้ ผู้เขียนและคุณพิชัย วิทยานุพงษ์ ได้ตั้งใจ หวั่นไหวในจิตอยู่แล้ว จึงได้หาบูชาพระพุทธรูป 1 องค์ หน้าตัก 35 นิ้ว ปางประทานพร เพื่อจะได้ร่วมกับชาวคณะจำนวน 150 คนเศษ ถวายสังฆทานแด่หลวงปู่ท่าน (เพื่อเป็นการขอต่ออายุของหลวงปู่ท่าน) เมื่อพร้อมหน้ากันแล้ว วันนั้น หลวงปู่ได้แสดงธรรมะ คล้ายเป็นปริศนา คำสั่งครั้งสุดท้ายว่า.... "คนเราเกิดมา มีร่างกายเป็นที่อยู่อาศัย อุปมาเป็นบ้านที่กำลังไหม้ไฟ เพราะการเกิด แก่ เจ็บ ตายนี้เป็นเหตุ เช่นเดียวกัน บัดนี้ไฟกำลังไหม้บ้านเรือนเราอยู่เสมอ ๆ ตลอดเวลา ผู้มีสติ ผู้มีปัญญา นำสมบัติอันมีค่า ค่อย ๆ ขนออกจากบ้านที่กำลังไหม้ไฟอยู่นี้ เพราะเมื่อบ้านหลังนี้ ถูกไฟไหม้หมดแล้ว ก็จะได้มีสมบัติสิ่งของจับจ่ายใช้สอยของตนต่อไป
สมบัติอันมีค่านั้น ก็คือ การกระทำคุณงามความดี ความดีที่ได้ทำลงไปแล้ว จะอย่างไร ๆ ก็ไม่มีวันสูญหาย แม้เราจะตายไปจากโลกนี้ ก็คุณงามความดีนั้นแหละ จะได้นำทางชีวิตจิตใจ ให้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ญาติโยมทั้งหลายจงจำใส่ใจไว้ ไม่มีสิ่งใดที่ไหน ที่จะนำทางชีวิตของเรา ให้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้ มีแต่บุญกุศลเท่านั้น ฉะนั้น ทุกคนอย่าได้ประมาทจงรีบขวนขวาย เร่งทำคุณงามความดี สมกับที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า....บุญย่อมเป็นที่พึ่งแก่สัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า ฉะนั้น ญาติโยมทั้งหลายจงจำใส่ใจ อาตมาได้นำมาเทศน์เพื่อเป็นแนวทาง แม้เราจะไปไหนมาไหน ก็เพ่งเพียรพิจารณาความตาย จงอย่าประมาท.... วันนี้ขอให้ญาติโยมทั้งหลายสงบจิตสงบใจสัก 2 นาที การมาทำบุญในวันนี้ ขอให้ได้ทั้งทานได้ทั้งศีล ได้ทั้งการนั่งภาวนา ให้ทำความสงบนึกว่า พุท - โธ หายใจเข้าออกให้นึกไว้จนกว่าจะสงบอย่างแท้จริง สงบด้วยปัญญานะ"
 
เคยพูดไว้
ภายหลังจากหลวงปู่พระสุพรหมยานเถร ท่านเมตตาอบรมสั่งสอนแก่ผู้เขียนและคณะชาวกรุงเทพฯ ในวันนั้นจำนวน 150 คน จบสิ้นลง คณะทั้งหมด โดยการนำของผู้เขียน ได้ร่วมกันถวายสังฆทานอุทิศกุศลผลแห่งทานมัย ถวายเป็นสิ่งสักการะบูชาในองค์หลวงปู่ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิคุณ ที่หลวงปู่มีต่อพวกเราทั้งปวง ให้หลวงปู่มีพลังจิตพลังใจข้ามวัฏสงสาร เดินทางเข้าสู่แนวทางวิมุตติธรรม คือ พระนิพพานเป็นที่หมาย พวกเราได้กราบลา เพื่อเดินทางต่อไป ยังวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี แต่ก่อนลาจาก หลวงปู่ท่านได้สั่งกำชับไว้ว่า "เออ....วันทำบุญวันเกิดของอาตมา ที่เขาจะจัดขึ้นในวันที่ 29 - 30 สิงหาคม 2527 นี้ อาตมาก็อยากให้มากันมาก ๆ นะในวันนั้น" ผู้เขียนในฐานะศิษย์โง่ ได้ตอบท่านไปว่า "ไม่ได้หรอกหลวงปู่ กระผมได้นัดแนะชาวคณะ ว่าจะมาก่อนในวันที่ 17 สิงหาคม 2527"
"หลวงปู่" ท่านย้ำคำเดิมอีกว่า...."แต่อาตมาอยากให้มาวันที่ 30 สิงหาคมนะ" ผู้เขียนยังไม่หายจากความโง่ มิหนำยังยืนกระต่ายขาเดียวเช่นเดิมว่า "กระผมไปประกาศทางหนังสือแล้วครับ อย่างไรก็ต้องมาและออกจากกรุงเทพ ฯ เย็นวันที่ 17 จะมาถึงวันที่ 18 ตอนเช้าครับผม" หลวงปู่ได้สั่งย้ำแล้วย้ำเล่า ผู้เขียนก็หาได้มีสติปัญญา รู้นัยแห่งคำพูดของท่านไม่ คณะทุกคน ได้อำลาวัดพระพุทธบาทตากผ้า เวลา 12.00 น. โดยไม่มีใครคิดเลยว่า....การเข้ากราบนมัสการในครั้งนี้ จะเป็นการกราบอำลาเป็นครั้งสุดท้าย....หลวงปู่จะไม่มานั่งให้เรากราบไหว้อีกต่อไปแล้ว ในชีวิตนี้
 
ลางบอกเหตุ
ต่อจากนั้นไม่กี่วัน "หลวงปู่" ท่านได้ให้พระภิกษุภายในวัด นำท่านไปหลังวัด โดยหลวงปู่ท่านนั่งรถเข็นเพื่อเข้าที่บำเพ็ญสมณธรรม ณ กุฏิหินอ่อน กุฏิหินอ่อนหลังนี้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ของบริเวณวัดพระพุทธบาทตากผ้า (ด้านหลังวัด) "หลวงปู่" พระสุพรหมยานเถร ได้ฉลองเจตนาอันบริสุทธิ์ของท่านผู้เป็นเจ้าของก่อสร้างถวาย หลวงปู่จะต้องไปนั่งบำเพ็ญสมณธรรมทุกเย็น แต่วันนี้ "หลวงปู่" ท่านนั่งบำเพ็ญสมาธินาน ผิดสังเกต จนคณะศิษย์ผู้ใกล้ชิดกับหลวงปู่ และมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดลำพูนมาพบเข้า ก็ได้ถ่ายภาพหลวงปู่ซึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่นั้น
เมื่อภาพที่ถ่ายไว้ อัดขยายออกมา งดงามอย่างน่าอัศจรรย์ เท่าที่เห็นภาพของท่านมา ยังไม่เคยพบว่า รูปภาพใด จะงดงามเท่าภาพนี้ เป็นลักษณะมิได้จงใจให้ถ่าย แต่เป็นภาพธรรมชาติที่มีต้นไม้และสิ่งแวดล้อมเป็นใจ การนั่งเจริญสมาธิในครั้งนี้ หลวงปู่ได้กำหนดรู้วันมรณภาพของท่านเสียแล้ว (ปลงสังขาร) นิมิตหมายของหลวงปู่ ย่อมเป็นไปตามกฏพระไตรลักษณ์มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นธรรมอันสมบูรณ์และเที่ยงตรง ทุกชีวิตเมื่อเกิดมาแล้ว จะหนีกฏแห่งความจริง ในสิ่งนี้ไปมิได้ ถึงแม้จะตั้งด่าน นำกองทัพอันเกรียงไกร เพื่อต่อสู้กับพญามัจจุราชนั้น เห็นทีจะต้องแพ้อย่างย่อยยับเป็นแน่แท้....
 
ไม่ควรประมาท
"หลวงปู่" พระสุพรหมยานเถร แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน ท่านเป็นพระสุปฏิบัติ ที่ทรงคุณธรรมสูง และเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่มีคณะสานุศิษย์มากมายทั่วประเทศไทย ท่านมักจะสั่งสอน ชี้แนะให้ทุก ๆ คน ที่มีโอกาสเข้านมัสการท่านดังนี้.... "ท่านทั้งหลาย โลกเรานี้มีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปอยู่เสมอ กาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงอยู่นี้ย่อมกลืนกินชีวิตของสัตว์ทั้งหลายทุกถ้วนหน้า เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราเหล่าพุทธบริษัททั้งหลาย ล้วนแล้วแต่มีการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาจะเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิงก็ตาม ควรที่เราทั้งหลาย ไม่ควรเป็นผู้ประมาท จงมีสติปัญญา ควรสร้างคุณงามความดีขึ้น อันเป็นธรรมะที่เยือกเย็น เพื่อจะมาดับเสียงซึ่งความเดือดร้อน ความวุ่นวาย ความเร่าร้อนระอุ ทั้งภายใน และภายนอก ให้เกิดความสงบเยือกเย็นขึ้นมาภายในจิตใจของพวกเราทั้งหลาย ธรรมะที่จะดับความร้อนระอุภายในจิตใจเรานั้น ท่านกล่าวไว้มีสามประการ คือ
1. ศีล
2. สมาธิ
3. ปัญญา
ผู้ไม่ประมาท ย่อมปีติปราโมทย์ ตั้งแต่เริ่มแรก คือ จบใส่หัวด้วยจิตอันใส่ใจอันบริสุทธิ์ ทันทีทันใด ความสงบเยือกเย็น ก็จะเกิดมีขึ้นแก่เรา ซึ่งจะรู้ได้ภายในจิตในใจของเรานี้เอง ดังนั้น อาตมาขอให้ท่านทั้งหลาย จงอย่าประมาท พระพุทธเจ้าของพวกเราทั้งหลายนี้ พระองค์มิได้ทรงประมาทเลย แม้แต่ขณะจิตเดียว เมื่อพระองค์ทรงเป็นผู้ไม่ประมาท เราในฐานะผู้ดำเนินเจริญรอยตาม ควรน้อมนำเยี่ยงอย่างของพระพุทธองค์ มาเป็นอุบายในการประพฤติปฏิบัติธรรมเสียแต่บัดนี้นะ จึงจะเป็นการดี"
 
สังขาร คือ กองทุกข์
ภายหลังจากหลวงปู่พระสุพรหมยานเถร แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน ท่านได้ออกจากสมาธิภาวนา ในวันที่เกิดนิมิตหมายแล้ว "หลวงปู่" เตรียมตัวเตรียมใจรอวันมรณภาพของชีวิต อยู่อย่างสงบ ท่านไม่เคยบอกกล่าวให้แก่ผู้ใดรู้เรื่องนี้เลย นอกเสียจาก ตอนที่ออกจากสมาธินั้น ท่านลืมตามองเห็นบรรดาศิษย์ ที่เป็นพระภิกษุและสามเณรที่คอยดูแลอุปัฏฐากอย่างใกล้ชิดแล้ว ก็ยังมีศิษย์ฆราวาสที่ได้จับภาพ นั่งสมาธิอันงดงามไว้ได้เพียงคนเดียว ท่านก็เปล่งอมตวาจาเพียงประโยคเดียวเบา ๆ ว่า.... "สังขารนี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเป็นทุกข์จริง ๆ...."
จากนั้น...."หลวงปู่" ก็ได้เข้าพักอิริยาบถ ณ กุฏิหินอ่อนนั้น "หลวงปู่" ท่านเป็นบัณฑิตเลือดอาชาไนย ท่านมีความมานะอดทนเป็นเยี่ยม แม้ท่านจะมีสภาพสังขารร่างกายอันบอบช้ำ เนื่องจากโรคพยาธิ และความเจ็บปวดทุกขเวทนา ที่เข้ามารุกโรมจิตใจคอยทำลายพลังสมาธิของท่าน ดังที่ผู้เขียนจะเล่าให้ท่านผู้อ่านนิตยสารโลกทิพย์ ได้รับรู้ธรรมะ และเมตตาของหลวงปู่ดังต่อไปนี้....
 
กินแต่กาย
พ.ศ. 2526 ผู้เขียนได้ติดตามท่านอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆโดยการนำคณะผู้ใคร่ในทางธรรมเดินทางไปนมัสการหลวงปู่ท่าน ในช่วงที่คณะเดินทางไปถึงผู้เขียนและเพื่อน ๆ ได้เข้ากราบเรียนให้หลวงปู่ทราบ ในการเดินทางนำคณะมากราบ - ถวายผ้าป่าแด่ท่าน ก็เป็นขณะเดียวกัน ที่หลวงปู่พระสุพรหมยานเถรอาพาธ ท่านนอนอยู่กับอาสนะ ที่ทางวัดจัดไว้ ผู้เขียนกราบท่าน 3 ครั้งแล้วพอเงยหน้าก็พบสายตาที่แสดงถึงความอารีอย่างล้นจิตใจ
ท่านเอ่ยทักว่า "มากันกี่คนล่ะคราวนี้ "
ผู้เขียนตอบว่า "มากันทั้งหมด 106 คนครับหลวงปู่"
"เออ...ให้เขาอาบน้ำกินข้าวปลาอาหารเสียก่อนนะ เอาตามมีตามได้ เดี๋ยวจะลงไปที่ศาลา....ทำวัตรกัน...."
ผู้เขียนเรียนกับท่านว่า "หลวงปู่กำลังอาพาธ ขอให้หลวงปู่พักผ่อนก่อนเถิดครับ ก็ค่อยโปรดพวกกระผม"
"ไม่เป็นไร....โรคภัยไข้เจ็บมันกินแต่สังขารเท่านั้น ใจมันกินไม่เข้า...ใจมันเหนียวนะ (หัวเราะ)" ท่านผู้อ่านที่เคารพ นี่เป็นคำพูดของพระอริยเจ้า ผู้มีธรรมะเป็นที่พึ่งอาศัย และหลวงปู่ได้มอบธรรมะอันสูงส่งประโยคนี้ให้แก่ผู้เขียนอย่างจงใจที่จะมอบ ด้วยความปรานียิ่ง เพราะกายกับใจนั้น เมื่อสามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า มันก็หมดเรื่อง เพราะมันเป็นเพียงสักแต่ว่า เจ็บปวดก็เป็นเพียงอาการเจ็บปวด เป็นเรื่องของสังขาร จิตใจมันไม่รับรู้อาการนั้น ๆ ทุกข์ก็รู้ สุขก็รู้ เจ็บก็รู้ ตายก็รู้ เป็นเรื่องธรรมดา หนีไม่พ้น
พระพุทธเจ้าทรงตรัสอยู่แล้วว่า เมื่อมีเกิด ก็ต้องมีแก่ มีแก่ก็ต้องมีเจ็บ มีเจ็บหนักเข้าก็ต้องมีตาย เข้ากฏของพระไตรลักษณ์คือ อนิจจับ ทุกขัง อนัตตา หมดที่จะยึด เพียงสักแต่ว่าเท่านั้น เมื่อเราทำได้เช่นนี้ ก็เป็นความสงบ ความว่างของจิต จิตอบรมดีแล้ว ไม่มีวันที่จะไปยึดอัตตาตัวตนอีกเป็นอันขาด นอกเสียจากหลงเท่านั้น ก็เพราะเหตุนี้ "หลวงปู่" ท่านจึงแสดงแก่นธรรม ให้ผู้เขียนได้เข้าใจกระจ่างแจ้ง ดังคำตอบของพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบว่า "เวทนานั้นกินได้ก็แต่กาย ส่วนจิตใจของท่านนั้น กินไม่ถึงมันสูงด้วยฐานธรรมความรู้จริงในเล่ห์ของมารทั้งปวง"
 
หมดภาระกิจ
ผู้เขียนได้รับข่าวการมรณภาพของหลวงปู่....โดยมีโทรศัพท์ทางไกล จากจังหวัดลำพูนแจ้งให้ทราบ จิตใจที่ได้เตรียมตัว รอฟังข่าวนี้ เป็นปกติ เพราะหลวงปู่ท่านได้บอกเป็นนัย พอทราบอยู่บ้างแล้ว ซึ่งผู้เขียนกล้าพูด ก็เพราะมีหลักฐาน จากชาวคณะกรุงเทพ ฯ จำนวน 150 ท่าน นอกจากนั้น ก็ยังมีพระภิกษุสงฆ์ในวัดพระพุทธบาตากผ้าที่คอยปรนนิบัติอยู่ในพิธี ขอต่ออายุของท่านอีกด้วย แต่น่าเสียดาย เมื่อพรย้อนกลับ เพราะหลวงปู่ไม่ยอมรับ ก่อนที่ท่านหลวงปู่พระสุพรหมยานเถร จะถึงกาลมรณภาพนั้น ผู้เขียนได้รับความกระจ่างชัด จากพระภิกษุ ภายในวัดพระพุทธบาทตากผ้า ท่านเล่าให้ฟังดังนี้....
"หลวงปู่ครูบาเจ้า ท่านรู้ตัวมีสติพร้อมมูล ไม่แสดงอาการใด ๆ ให้เห็นเลย ท่านสั่งไว้ว่า.... การดูแลปกครองพระภิกษุและสามเณร จงมอบหมายให้พระผู้อาวุโสพรรษา เป็นผู้นำวิถีทางต่อไป ส่วนพระภิกษุและสามเณรทุกองค์ จงเชื่อฟังและปฏิบัติตามพระผู้อาวุโสสูงขึ้นไปตามลำดับ หน้าที่กิจการงานใด ๆ ก็ขอให้เป็นไปตามปกติ ช่วยกันส่งเสริมเหมือนกับที่ผมมีชีวิตอยู่ ส่วนอาหารต่าง ๆ ผมของด! ไม่ต้องเป็นห่วงผมทั้งสิ้นจงทำตามนี้ ขอให้เตรียมอาหารคอยต้อนรับชาวกรุงเทพฯ ก็แล้วกันและคณะศรัทธาญาติดยมที่มาถึงวัดนี้ทุกคน....
จากนั้นครูบาเจ้าก็เข้าสมาธิภาวนา จนสงสัยในอาการของท่าน เมื่อเช้า - สว่างแล้ว พระสงฆ์จึงนำท่านครูบาเจ้า ไปโรงพยาบาล และได้มรณภาพไปในที่สุด...."
ทางโลก ข่าวการมรณภาพของหลวงปู่ แจ้งไว้ว่า หลวงปู่มรณภาพ เมื่อเวลา 09.05 น. ของวันที่ 17 สิงหาคม 27
ทางธรรม โดยความเข้าใจ "หลวงปู่" ท่านได้สั่งกิจการงาน แก่ผู้รับผิดชอบแล้ว ท่านก็ได้เข้าสมาธิ ทรงอยู่ในฌานสมาธิเมื่อเวลา 04.20 น. ครั้งหนึ่ง จากนั้น ท่านได้ดำเนินจิตที่เรียกว่า กุศลจิตที่เป็นโลกุตระกระทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือโลก อนึ่ง....ปกติแล้ว "หลวงปู่" มักจะมีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่ง คือ โรคลม ท่านเป็นลมอยู่เสมอ ๆ อาจเป็นด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พระผู้อยู่อุปัฏฐาก เข้าใจไปว่าท่านคงจะเป็นลมหมดสติไป จึงต้องนำส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน !
 
อุบายคลายวิปโยค
"หลวงปู่" พระสุพรหมยานเถร นักบุญแห่งลานนาไทยองค์ที่สอง ได้จากพวกเราทุกท่านไปแล้วอย่างสิ้นเชื้อ และการจากไปของท่านเป็นการจากอย่างผู้ชนะกิเลสภายในจิตใจของท่านแล้วอย่างสิ้นสงสัย....! บัดนี้ หลวงปู่ท่านได้ฝากธรรมะไว้ ให้พวกเราทั้งหลายนำมาพิจารณา ท่านให้ชื่อเรื่องว่า "อุบายบรรเทาความวิปโยค" โดยมีเนื้อหาดังนี้ นับเป็นบุญกุศลราศีอันดียิ่งของท่านทั้งหลายที่ได้ชื่อว่า ได้ปฏิบัติตามเยี่ยงอย่างของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่ท่านได้กระทำมาแล้วเป็นอันดี
จึงจัดได้ว่าเป็นความกตัญญูกตเวทิตาธรรม คือ เป็นธรรมเครื่องหมายของคนดี อันดับต่อไป จักได้แสดงถึงเรื่อง "ความตาย" ขอยกเอานึกเขปบทเบื้องต้นนั้นว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งมวล ย่อมต้องตาย เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด ! กาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไม่มีเวลาหยุด ย่อมนำชีวิตสัตว์ทั้งหลาย หมดไปสิ้นไปตามกาล มนุษย์เกิดมาในโลกนี้ ย่อมมีความชรา ความแก่เฒ่า ขับไล่ไปอย่างเงียบ ๆ ในที่สุด ก็ต้องแตกสลายย่อยยับ เข้าไปสู่อำนาจแห่งความตาย ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยง หรือต่อสู้แต่ประการใด ๆ แม้พระพุทธชินวรเจ้าของเราทั้งหลาย ซึ่งพระองค์ประกอบด้วยความประเสริฐสุด คือ พระปัญญาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ พระกรุณาธิคุณ หาที่สุดมิได้ เมื่อถึงคราวแห่งจุดจบของชีวิต พระองค์ก็ต้องเข้าสู่พระปรินิพพานเหมือนกัน....
เพราะฉะนั้น พวกเราทั้งหลาย ควรพิจารณาให้รู้ตามความเป็นจริงว่า ความตายเป็นของธรรมดา เป็นธรรมชาติล้วน ๆ จึงไม่ควรเศร้าโศกเสียใจ พิไรรำพันให้เสียกำลังใจ
 
เตรียมตนก่อนตาย
ญาติโยมทั้งหลาย เราควรนึกถึงตัวเราว่า จักต้องตายเหมือนกันอย่างนี้ ! ควรสังเวชและสลดใจ แล้วหันมาประกอบขวนขวายทำแต่คุณงามความดีแต่ต้นมือ....เมื่อมีผู้อื่นตายอย่างนี้ จึงเป็นโอกาสดี และเหมาะสมที่สุด ที่เราจักได้พิจารณา นึกคิดถึงตัวเรา แล้ว จงเตรียมตัวให้พร้อมก่อนหน้าความตายที่ยังไม่ทันถึง นะโยมทั้งหลาย อันนี้แหละเป็นทางที่ถูกต้องที่ดี มีความเข้าใจ เมื่อถึงคราว จะได้มีความอดกลั้น บรรเทาความวิปโยคโศกเศร้าไปได้
พวกเราทั้งหลาย ทั้งชายและหญิง และเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม เคยได้ยินได้ฟังธรรมะของสัตบุรุษผู้ดีมามากซ้ำยังได้อบรมบ่มนิสัยมาดี จงมีจิตใจตั้งมั่น ทำจิตใจว่าง เสียจากความยึดถือว่า...ตัวกู ของกู โดยเฉพาะ ท่านก็ได้เจริญภาวนากรรมฐาน จงนึกถึงความตาย ด้วยจิตใจซาบซึ้ง ติดเป็นนิสัยเสียเถิด จึงจะได้ชื่อว่า เป็นบุคคลที่มีสติปัญญา พิจารณาจนมองเห็นความเป็นจริง จะไม่มีความเศร้าโศกเสียใจร้องไห้ด้วยประการใด ๆ ฉะนั้น ควรที่ญาติโยมทั้งหลาย จงถือเอาเป็นคติสอนจิตใจตนเอง เราชาวพุทธ ควรพิจารณาให้รอบคอบ จะทำอะไร ขอให้มีสติ มีปัญญา ควบคู่กันไป
อาตมาได้แสดงพระธรรมเทศนา อันเป็นเหตุแห่งความตายมาพอสมควรแก่เวลา เอวํ.....ก็มีด้วยประการฉะนี้
ใจของเรามันเคยอยู่ในกรงนอกจากนี้แล้ว ในกรงเดียวกัน มันยังมียักษ์มาร คอยอาละวาดอยู่ทุกเวลา (กิเลส) ฉะนั้น เราต้องฝึกจิตฝึกใจของเรา ที่อยู่ในกรงนั้น จนแก่กล้า....ไม่หวาดหวั่นกับยักษ์มารอีกต่อไป.... นึก ๆ ดู ก็เหมือนนักโทษตลอดชีวิต ที่ได้แอบหนีออกจากคุกตะรางซึ่งถูกกักขังมาตั้งหลายสิบปี นี่นับว่าเป็นโชคดีของเรา ที่เราจะได้ปฏิบัติดำเนินตามรอยบุคลบาทของพระพุทธองค์ ทันใดนั้น จิตใจก็เต็มตื้นไปด้วยปีติ เกิดขึ้นท่วมท้นหัวใจ
 
ลำดับแห่งการปฏิบัติธรรม
จัดว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่คุณโยมทั้งหลาย มีความสนใจในธรรมะ บางคนก็สละเวลาอันมีค่าได้พากันเดินทาง มาจากกรุงเทพมหานคร เพื่อแสวงบุญ แสวงหาโมกขธรรม คือธรรมที่พ้นจากทุกข์ เป็นบรมสุขในพระพุทธศาสนา ธรรมะที่จะให้พ้นจากทุกข์จะให้ได้ถึงบรมสุขที่ถึงพระนิพพาน พระพุทะองค์ได้ทรงตรัสเทศนาไว้หลายประการ โดยเฉพาะก็คืออัฏฐังคิกมรรค มรรคมีองค์แปด ย่อลงมาได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา
 
สำรวมดี คือมีศีล
ศีล คือการสำรวม รักษากาย รักษาวาจาให้เรียบร้อย ให้สงบเสงี่ยม ให้บริสุทธิ์สะอาด การที่บุคคลมาสำรวม รักษาศีล ด้วยรักษากาย วาจา ของตนให้เป็นปกติภาพ ให้สงบระงับเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีโทษที่จะเกิดแก่กาย วาจา จัดว่าเป็นศีล
ศีลมีอยู่ที่กาย วาจา ศีลไม่มีที่อื่นหรอก มีอยู่ที่กาย วาจาของเรา ที่เราได้สำรวม รักษา ชำระให้บริสุทธิ์สะอาดแล้ว ก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นศีล ศีลอยู่ในตัวของเรา
 
สติดี สมาธิมั่นคง
ทีนี้ สมาธิ คือความตั้งใจมั่น ความตั้งใจมั่นก็อยู่ในตัว หรืออยู่ในสันดานของเรา บุคคลผู้มีสติสัมปชัญญะระลึกได้ รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ จะเดิน จะยืน จะนั่ง จะนอน จะคู้ จะเหยียด จะเหลียวซ้าย แลขวา จะกระดุกกระดิก พลิกแพลงไปมา แห่งกายของเรา หรือรูปของเรา ก็มีสติกำหนด รู้สึกตัว กระทั่งถึงหายใจเข้าออกก็มีสติกำหนดลมหายใจ หายใจเข้า หายใจออก ยาวก็รู้ สั้นก็รู้
อีกประการหนึ่ง ก็กำหนดความเคลื่อนไหวของจิตใจ หรือของลม เราหายใจเข้า ความเคลื่อนไหว อยู่ที่ท้องของเรา จะรู้สึกว่าท้องมันพองขึ้นมา ก็มีสติ กำหนดว่า พองหนอ หายใจออก ท้องของเรายุบลงไป ก็มีสติกำหนดจดจำที่ท้องของเราว่า ยุบหนอ เอาสติไปผูกไว้ที่ท้อง ถ้ากำหนดหายใจเข้าออกยาวสั้น เอาสติไปผูกไว้ที่ปลายจมูกของเรา กำหนดไป ๆ นี่เป็นเรื่องของสติสัมปชัญญะ
 
เทวธรรมนำสุข
จากนั้น ให้มีความนึก ความคิด ให้เป็นไปในหิริโอตตัปปะ คือ ให้มีความละอาดต่อบาป ให้มีความเกรงกลัวต่อบาป ขึ้นชื่อว่า บาป หรือ อกุศลแล้ว แม้เล็กน้อยเท่าไร ก็ให้มีความละอาย มีความเกรงกลัวเป็นที่สุดตลอดจนให้นึกถึง ผลของบาปที่ผู้ทำบาปแล้ว จะต้องได้รับ ต้องเสวยผล อันนี้เป็นเทวธรรม เป็นธรรมของเทวดา เป็นธรรมะที่จะทำให้บุคคลเป็นเทวดา
หิริโอตตัปปะ อย่าเข้าใจว่าเป็นธรรมะเล็กน้อย เป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง
หิริโอตตัปปะ สองประการนี้ เป็นโลกบาล เป็นธรรมที่คุ้มครองโลกไว้ โลก คือ จิตของเรา เมื่อบุคคลผู้ใด มีหิริโอตตัปปะอยู่ในจิตในใจเป็นประจำแล้ว แน่นอน ที่ไม่ต้องไปตกนรก เพราะธรรมะสองประการนี้คุ้มครองไว้ เป็นของแน่นอนที่ว่า บุคคลผู้ไม่ทำบาป ผู้มีความละอาย ความเกรงต่อบาปแล้ว บาปก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อบาปไม่เกิดขึ้น ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ทั้งกาย วาจา ใจแล้ว นรกในปัจจุบันก็ไม่มี อนาคตก็ไม่มี ไม่มีนรก เพราะบุคลลผู้นั้นมีเทวธรรม คือธรรมของผู้ดี ผู้มีอารมณ์เลิศ จะอยู่ที่ไหน จะเป็น จะตาย จะอุบัติเกิดขึ้นในที่ใด ๆ ก็ย่อมมีสุคติเป็นที่ไปทั้งนั้น
 
สำรวมอินทรีย์
จากนั้น ก็ให้สำรวมอินทรีย์ทั้งหก โดยกำชับใช้สติ ระมัดระวังอินทรีย์ทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
อินทรีย์ คือ ความเป็นใหญ่ อินทรีย์ทั้งหกนี่ เป็นใหญ่ในตัวของเรา อาทิเช่น ตาเป็นใหญ่ ในการดู หูเป็นใหญ่ในการฟัง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทวาร ทวารทั้งหก ทวารคือประตู หรือทวารคือช่องทาง ช่องทางทั้งหกคือ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายา มโน บาปมันจะเกิด ก็เกิดขึ้นที่อินทรีย์ หรือทวารทั้งหกนี้ บุญมันจะเกิด ก็เกิดขึ้นที่ทวารทั้งหกนี้ เหตุอะไร ๆ ดีหรือชั่ว มันจะเกิด ก็เกิดขึ้นที่นี่ มันจะดับ ก็ดับที่นี่ ฉะนั้น การสำรวมอินทรีย์ทั้งหก จึงจัดว่าเป็นการดี เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่จะให้ศีลบังเกิดขึ้น
 
ศีลเป็นเยี่ยม
ข้อต่อไปก็คือศีล ดังได้กล่าวแล้ว ศีลคือปกติภาพแห่งกาย วาจา บุคคลผู้แสวงบุญ บุคคลผู้แสวงหาโมกขธรรม คือธรรมพ้นทุกข์ ต้องมั่นใจ ต้องเลื่อมใส ต้องเชื่อว่าศีลนี่ เป็นสิ่งสำคัญ เป็นเยี่ยมในโลกนี้ ดังพระพุทธองค์ท่านตรัสว่า สีลํ โลเก อนุตฺตรํ ศีลคือปกติภาพแห่งกาย วาจาเป็นเยี่ยมในโลกนี้ เยี่ยมอย่างไร โยมทั้งหลาย ผู้ใดมีศีลแล้ว ย่อมจัดว่าเป็นคนดี จะเป็นที่นิยมนับถือของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้มีศีลแล้ว จะมิได้ไปตกนรกทั้งนรกในปัจจุบัน และนรกในชาติหน้า
 
พื้นฐานของสมาธิ
เมื่อบุคคลผู้ใด มาตั้ง สติสัมปชัญญะ คือรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ มีความระลึกได้ รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ มีหิริโอตตัปปะละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาปอยู่เสมอ มีความสำรวมอินทรีย์ทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ตลอดเวลา มีศีลบริสุทธิ์การทำอะไร การพูดอะไร ตั้งอยู่ในปกติอันดี เป็นสุภาพชน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นความดี ความชอบ ที่ผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะเป็นเบื้องต้นจักได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท ไม่ประมาทในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ประมาทในปฏิปทา อันเป็นเครื่องดำเนินของจิตใจ ที่จะให้ได้ ซึ่งสมมติธรรมจะให้ได้ซึ่งวิปัสสนาปัญญา อันเป็นทางพ้นทุกข์ต่อไป เที่ยงแท้แน่นอน เมื่อมีสติ มีหิริโอตตัปปะ มีความสำรวมอินทรีย์ดี มีศีลบริสุทธิ์แล้ว ก็จัดว่า ได้สร้างหลักฐานหรือพื้นฐาน อันบริสุทธิ์สะอาดขึ้น ให้เป็นบาทของสมาธิ หรือสมถภาวนาต่อไป
 
ก่อนจะเป็นสมาธิ
สมถภาวนา คือการเอากรรมฐานบทใดบทหนึ่ง เป็นต้นว่าพุทโธ พุท หายใจเข้า โธ หายใจออก หรือพองหนอ ยุบหนอ เป็นอารมณ์อยู่อย่างนั้น มีกำหนดพองหนอ ยุบหนอเป็นอารมณ์ หรือ กำหนดหายใจเข้า หายใจออก ยาวก็รู้ สั้นก็รู้ เป็นอารมณ์ คือเป็นที่ยึดเหนี่ยวของใจ อยู่ตลอดเวลาแล้ว เมื่อทำไป ๆ ด้วยการมีสติคอยกำหนด พร้อมกับมีความรู้ ความเห็น ประจักษ์ในการปฏิบัติคือชอบซึ่งการปฏิบัติธรรม ทำไป ๆ นานเข้า ๆ จิตของเราก็จะใส ใจของเราก็จะบริสุทธิ์ขึ้น จากนั้น ปราโมทย์ คือความร่าเริง บันเทิงใจก็จะเกิดขึ้น จะรู้สึกร่าเริงบันเทิงใจ เมื่อปราโมทย์ คือความร่าเริงบันเทิงใจเกิดขึ้นแล้ว จากนั้น ปีติ คือความอิ่มใจ ก็จะเกิดขึ้น จะรู้สึกอิ่ม - เต็มใจ คือความรู้สึกที่เราได้มาเจริญกรรมฐานภาวนา อิ่มอย่างไร บอกกันไม่ถูก ไม่ใช่อิ่ม อย่างที่เรารับประทานอาหารที่นี้มันอิ่มอก อิ่มใจ
เมื่อปีติ ความอิ่มใจเกิดขึ้นแล้ว ปัสสัทธิ ความสงบระงับของกาย ของใจ ของเราก็จะเกิดขึ้น จะรู้สึกทั้งกาย ทั้งใจสงบระงับ ไม่มีการกระดุกกระดิกพลิกแพลงอะไร เมื่อปัสสัทธิ ซึ่งเป็นองค์ธรรมเกิดขึ้น ๆ แล้ว สุขะ คือความสบายของกาย ของใจ ก็จะเกิดขึ้น เราจะรู้สึกสบาย ทั้งกาย ทั้งใจของเรา รู้สึกว่า ตั้งแต่เราเกิดมา ไม่เคยเจออย่างนี้ รู้สึกสบายเป็นที่สุด นี่คือความสุข สุขกาย สุขใจจะเกิดขึ้น เมื่อสุขะ คือความสบายกาย สบายใจ เกิดขึ้นแล้ว เราจะรู้สึกเยือกเย็น เย็นเฉื่อย ใจของเรา เมื่อสุขเกิดขึ้น ๆ สมาธิ คือความตั้งใจมั่น ก็จะเริ่มก่อตัวขึ้น ก่อตัวขึ้น ก่อขึ้น ใจของเราก็จะบริสุทธิ์ ใจของเราจะสะอาด ต่อจากนั้น ใจของเราจะหยุดตั้งมั่น นี่คือตัวสมาธิ
 
สมาธิดับนิวรณ์
เมื่อใจของเราตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว นิวรณ์ทั้งห้า คือธรรมที่กั้นจิตของเราไว้ ไม่ให้รู้แจ้งเห็นจริงกันจิตของเราไว้ ไม่ให้บรรลุความดี คือกามฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในอารมณ์ต่าง ๆ จะหายไปจากจิตจากใจ
พยาปาทะ พยาบาท คือความปองร้ายคนอื่นก็จะหายไป ความโกรธก็จะหายไปด้วย
ถีนะมิทธะ คือความง่วง ความง่วงเหงาหาวนอนก็จะหายไป จะรู้สึกสว่างไสว ไม่ง่วงนอน ถ้าถีนะมิทธะยังไม่หาย มันจะง่วง มันจะสัปหงก ที่นี้เมื่อสมาธิเกิดขึ้น ถีนะมิทธะจะสงบระงับก็จะหายไป ๆ
อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรำคาญ ก็จะสงบระงับไป
วิจิกิจฉา ความสงสัย ลังเลใจ ในคุณของพระรัตนตรัย และในศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นปฏิปทาแห่งความพ้นทุกข์ ก็จะหายไปจากจิตจากใจ จิตใจของเรา ที่ถูกหุ้มห่อด้วยนิวรณ์ธรรม ถูกกีดกัน ไม่ให้เราได้บรรลุความดีนั้น ก็จะสว่างไสวขึ้น เหมือนหม้อไห ที่สมัยแต่ก่อนมีฝาปิดบังไว้ ถ้าจิตของเราเป็นสมาธิแล้วกิเลส คือนิวรณ์ธรรมก็จะเปิดออกจากจิตจากใจของเรา เหมือนเราเปิดฝาหม้อฝาไหออกไป ฉันใดก็ฉันนั้น อะไรมีอยู่ในหม้อในไหก็จะเห็นได้ชัดดี
 
องค์ของสมาธิ
เมื่อจิตของเรามีสมาธิ คือ จิตบริสุทธิ์สะอาด เรียกว่า ปริสุทโธ เป็นอันดับหนึ่ง จิตตั้งมั่นเป็นสมาหิโต เป็นอันดับสอง จิตคล่องแคล่ว จะนึก จะคิด อารมณ์อันใดเกี่ยวกับกรรมฐานภาวนาแล้ว ย่อมคล่องแคล่วเรียกว่า กัมมนิโย
ปริสุทโธ สมาหิโต กัมมนิโย ทั้งสามนี้ เรียกว่าเป็นองค์ของสมาธิ เมื่อสมาธิประกอบด้วยองค์ดังกล่าวแล้ว เราก็จะมีความรู้ ความเห็น ขึ้นในจิตในใจ รู้นึกรู้คิดสภาวธรรม คือตัวเรา ใจเรา หรือ รูป - นาม ว่าเป็น อนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน เป็น ทุกขัง คือเป็นสิ่งที่ทนได้ยาก ไม่ตั้งอยู่ตามสภาพเดิม โลกของเราตั้งอยู่ เป็นอย่างนี้ ๆ เป็น อนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใด ก็จะเกิดขึ้นมีขึ้น ๆ จากสมาธิ อาศัยซึ่งธรรมะทั้งหลายแหล่ ตั้งแต่สติสัมปชัญญะ เป็นเบื้องต้นมา
สติ และ สัมปชัญญะ นี้ เป็นอัปปมาทธรรม มีอยู่ในผู้ใดแล้ว ผู้นั้นเรียกว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ในพระศาสนานี้ เป็นอันกล่าวได้ว่า เมื่อผู้ใดมีสติ สัมปชัญญะแล้ว หิริโอตตัปปะก็จะมีขึ้น เมื่อผู้ใดมีหิริโอตตัปปะเกิดขึ้นแล้ว ก็จะมีอินทรียสังวร เมื่ออินทรียสังวรมีขึ้นแล้ว ศีลสังวรก็จะบังเกิดขึ้น เมื่อศีลมีขึ้นแล้ว บริสุทธิ์ดีแล้ว ก็เป็นทางที่มาแห่งสมาธิ สมาธิคือใจตั้งมั่น ดังที่กล่าวมาแล้วก็จะเกิดมีขึ้น นี่คือเป็นทางแห่งความพ้นทุกข์ ได้แก่ศีล สมาธิ เป็นขั้นที่หนึ่ง ที่สอง
 
รู้จริง ทิ้งอุปาทาน
เมื่อศีล สมาธิ บังเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมจะบังเกิดขึ้นได้ซึ่งปัญญา คือ วิปัสสนา สมดังที่พระพุทธองค์ท่านได้ทรงตรัสไว้ว่า สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ความว่า เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ตามเป็นจริง ดังนี้ ความรู้ตายเป็นจริง คือ รู้สภาวธรรม ได้แก่ รูปนาม ตัวของเรา ใจของเรา ทั้งหมดนี้ เป็นของไม่จีรัง ยั่งยืน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตน นี่เป็นเรื่องของวิปัสสนาปัญญา เมื่อวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น ๆ แล้ว บุคคลผู้นั้น ก็จะมีความเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายในตัวของเรา ในใจของเรา ว่าเป็นของไม่สะอาดเป็นของปฏิกูล
เมื่อมีความเบื่อหน่ายในตัวของเราแล้ว ใจก็จะคลายจากความยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวกู ของกู อะไร ๆ ก็กูทั้งนั้น ใจจะถอนจากกิเลส ชนิดที่ยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู ของกู ลูกกู เมียกู สามีของกู อะไร ๆ ของกู ๆ ออกจากจิต จากใจ ใจก็จะรู้สึกเบา จิตไม่ส่าย เกิดขึ้น ๆ
เมื่อใจไม่มีความยึดมั่น ถือมั่น ไม่มีความเกาะเกี่ยวเหนี่ยวแน่นอะไร มาผูกพันจิตใจอยู่แล้ว ใจก็จะหลุดพ้น ไปจากกิเลสสวะธรรม คือธรรมที่เศร้าหมอง ธรรมที่หมักดองอยู่ในสันดาน ให้หมดไปสิ้นไป ตามกำลังของวิปัสสนาปัญญา และตามกำลังของอริยมรรค บุคคลผู้ปฏิบัติมาถึงขั้นนี้แล้ว จักได้ชื่อว่า เป็นผู้บริสุทธิ์สูดสุงยิ่งกว่าสามัญชน ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปิดประตูอบายทั้งสี่ เป็นผู้เปิดไปแล้ว ซึ่งสวรรค์นิพพาน
 
จงจำ แล้วทำตาม
วันนี้ อาตมาได้นำเอาธรรมะเกี่ยวกับลำดับแห่งการปฏิบัติธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ มาแสดงให้ญาติโยมทั้งหลายฟัง จึงขอให้ญาติโยมทั้งหลาย จำใส่ใจไว้ เพื่อนำไปนึกไปคิดได้ปฏิบัติตาม ก็จักเป็นผลานิสงส์ อันยิ่งใหญ่ไพศาล สามารถจะนำชีวิตจิตใจทั้งหมดนี้ ให้ได้สำเร็จ ซึ่งมรรคผลนิพพาน เที่ยงแท้แน่นอน อาตมานำเอาธรรมะ ที่เป็นข้อปฏิบัติ เรียกว่า ลำดับแห่งการปฏิบัติธรรม มาแสดงโดยย่อ เพื่อเป็นการสนองเจตนาของญาติโยมทั้งหลาย ที่ได้สละเวลา มานอนแรมพักผ่อน ณ ที่นี้ และได้น้อมนำไทยธรรมมาถวาย
เมื่อวานนี้ ก็ได้มาถวายแล้วครั้งหนึ่ง บัดนี้วันนี้โยมทั้งหลายก็ได้นำปัจจัยไทยธรรมมาถวายอีก นับเป็นเจตนาอันดี เป็นมหากุศลทุกสิ่งทุกอย่าง ฉะนั้น อาตมาจึงขอแสดงความอนุโมทนาสาธุ กับด้วยญาติโยมทั้งหลาย
 
ประวัติอันดีงามของ หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร
เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เป็นที่แจ้งประจักษ์แก่พุทธบริษัทมาแล้วทั่วประเทศ ด้วยปฏิปทาจริยวัตรอันบริสุทธิ์ของท่าน จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างท่วมท้นจิตใจของทุก ๆ คน
ตลอดเวลาอันยาวนานที่หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร ได้มาปกครองดูแลคณะพระภิกษุสามเณร ยังวัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ก็นับได้ว่า ในสถานที่อันบริสุทธิ์นี้ กลายเป็นศูนย์กลางของชาวพุทธ ที่จะต้องเดินทางกันมาเพื่อขอโอวาทธรรมปฏิบัติ ตลอดถึงการปรารภธรรมเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้องแก่สภาวะของสังคม
 
ความจริงที่ทุกคนประจักษ์
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร ท่านมีจิตเมตตาแก่ทุก ๆ คนที่ไปเยี่ยมนมัสการ ความรักและเมตตาที่หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้มอบให้แก่ทุก ๆ คนนั้น เป็นอบอุ่นสนิทสนมดุจบิดาผู้ให้ความเมตตาแก่บุตร เหมือนปู่ผู้ให้ความรักเอ็นดูแก่ลูกหลานเหลน มันเป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์ใจ ซึ่งเมื่อไปพบท่านอารมณ์จิตจะแจ่มใส คลายความทุกข์กังวลได้อย่างน่าอัศจรรย์
กระแสเสียง กิริยาวาจา ที่หลวงปู่ท่านแสดงออกมานั้นเป็นไปอย่างทั่วถึง มีความชุ่มชื่นเบิกบาน มีความเยือกเย็นแผ่กระจายไปอย่างไม่มีขอบเขต อันการกระทำของหลวงปู่พระสุพรหมยานเถรดังกล่าวนี้ คงจะไม่เกินเลยไปจากคำบอกเล่าของผู้เขียน ที่กล่าวยกย่องพระคุณท่านอย่างเล
 
 
 
 
 
หน้าแรก | เจ้าแม่กวนอิม | แนะนำวัด | ถาม-ตอบ | ชมรม ๑๐๙ วัด |