พระอาจารย์เปลี่ยน

 

 

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

 





ถ้าจะนับว่า พระอาจารย์เปลี่่ยน ปัญญาปทีโป เป็นศิษย์ของ หลวงปู่พรหม จิรปุญโญ พระอริยเจ้าแห่งบ้านดงเย็น ก็ดูไม่ผิดนัก เนื่องจากชีวิตครั้งแรก ก่อนจะมาดำเนินมาพบ แสงสว่างในทางธรรมนั้น หลวงปู่พรหม ท่านได้เป็นผู้อบรมสั่งสอนให้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น

๑. การภาวนา ท่านนั่งตัวตรงดำรงสติมั่น
๒. การเดินจงกรม ท่านแสดงกิริยาให้เกิดเป็นมหาสติ อย่างสูงในทางธรรม
๓. การประพฤติปฎิบัติ ให้อยู่ในขอบข่ายของคุณงามความดี...

การแสดงอุบายธรรมต่างๆ ดังกล่าวนี้ หลวงปุ่พรหม จิรปุญโญ อาจกำหนดรู้ด้วย วาระจิตของท่านเองว่า " ต่อไป ในกาลข้างหน้า เด็กชายเปลี่ยน นี้จะมีจิตศรัทธาใน พระพุทธศาสนา แล้วได้เป็นผู้นำหมู่คณะ เป็นพระปฎิบัติ ที่พึ่งของประชาชน เป็นผู้มี โวหารธรรม ความกล้าและมีสติปัญญานำหมู่คณะดำเนินไปในทางที่ดี มีประโยชน์ ต่อไป"

พระอาจารย์เปลี่่ยน ปัญญาปทีโป เป็นพระนักปฎิบัติที่มีชื่อเสียงมานาน ชื่อเสียงของ ท่าน คือ หนักแน่น น้อมไปในทางปฎิบัติ คือ สมาธิ และปัญญา



 
เมื่อหลายปีก่อน ราว พ.ศ.๒๕๒๒ ผู้เขียน ได้เดินทางไปอำเภอแม่ แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อน้อมคารวะพระอาจารย์เปลี่ยน ผู้เป็นภิกษุหนุ่ม มีความเคร่งครัดด้วยพระธรรมวินัย มีข้อวัตรปฎิบัติที่น่าศึกษา และควร เผยแพร่สู่ประชาชนผู้สนใจในธรรมทั้งปวงต่อไป

เมื่อปลายปีก่อน พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป เป็นพระอาจารย์ หนุ่มที่เก็บต้วอยุ่ในสำนักอย่างเงียบๆ ณ วัดอรัญญวิเวก อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

การเก็บตัวเงียบๆ ของท่่านนั้น ผุ้เขียนได้ไปสำรวจดูำก็พบว่า มิใช่เป็น การอยู่เปล่า กินเปล่า หรือนอนเฉยๆ แต่ผลการเก็บต้วของท่านนั้น ได้ปรากฎออกมาภายหลังคือ ท่านเป็นพระนักเทศน์ที่มีโวหาร มีคำคม มีสติปัญญา หาทางออกให้กับคณะศรัทธา ผุ้ได้รับทุกข์ จนเกียรติคุณของ ท่าน เลื่องลือไปไกลในต่างประเทศ
การศรัทธาของประชาชนนั้น มีสิ่งประกอบขึ้นอย่างมากมาย คือ ครั้งหนึ่งมีท่านนักปฎิบัติธรรมกรรมฐาน แต่ได้ไปตั้งหลักปักฐานเสียใน เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่า

" ขณะนี้พวกเราชาวพุทธ ที่ไปอยู่ทำมาหากินในต่างประเทศ ได้กลาย เป็นชาวพุทธที่ห่างไกล พระสงฆ์องค์เจ้าไปนานนับสสิบๆปี มีความ ประท้บใจ ในการแสดงพระธรรมเทศนาของครูบาอาจารย์ฝ่ายปฎิบัติ และ ได้ฟังเทปธรรมะ ของ ท่านพระอาจารย์เปลี่่ยน ปัญญาปทีโป แล้วเกิด ศรัทธาเห็นจริงตามคำสอนนั้น พวกเราจึงอยากรวมปัจจัย ค่าเดินทาง นิมนต์ท่านมาแสดงธรรม คงจะไม่มีปํญหามากในทางพระธรรมวินัย ใ่ช่ไหมครับ "

ครับผู้เขียนว่าไม่ผิด ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น จะเป็นการดีเสียอีก เมื่อได้ขอนิมนต์ให้ท่านสอนพระกรรมฐานให้ อย่างน้อยผุ้ที่ปฎิบัติก็จะได้ รับพื้นฐานในการเกิดบนสวรรค์ชั้นฟ้า คือผลของความสุขสถาพร เมื่อเรา ได้จากโลกนี้ไป ก็จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท เกิดมาพร้อมสมบุรณ์ ด้วยสติปัญญา ..

คำตอบของผู้เขียนนี้ จะผิดจะถูก ก็ต้องพิจารณาจากผุ้อ่านอีกครั้ง เพราะได้โต้ตอบไปแล้วอย่างนี้





ครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพ ก่อนจะได้อ่านปฎิปทาของท่าน ผู้เขียนขอเชิญท่านผู้อ่าน นิตยสารโลกทิพย์ ได้ศึกษาประวัติของภิกษุผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ อีกรูปหนึ่งเถิด

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
ท่านมีนามเดิมว่า เปลี่ยน วงศาจันทร์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ปีจอ ณ บ้านโคกคอน
ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

บิดาชื่อ นายจิ่น วงศาจันทร์ มารดาชื่อ นางอรดี วงศาจันทร์(อรดี แปลว่า ความไม่ยินดี) มีพี่น้องร่วมเกิดในสายเลือดเดียวกัน ๖ คน เป็นผุ้ชาย ๕ และผู้หญิง ๑ ท่านเป็นคนที่ ๓

บิดามารดามีอาชีพทางการค้าและทำนาทำสวนเป็นหลัก เป็นครอบครัวที่มีฐานะดี อีก ครอบครัวหนึ่ง ในสมัยนั้น
เด็กชายเปลี่ยน วงศาจันทร์ เกิดมาท่ามกลางความอบอุ่นด้วย วงศาคณาญาติ ผู้มีอันจะกิน พอเติบโตขึ้นเล็กน้อย ก็ได้มีคุณตาของท่่าน คือ ขุนชินราชภักดี เป็นกำนันอยู่ ที่บ้านโคกสี (ตำบลโคกสี) ไปรับมาเลี้ยงดู

เมื่อนำหลานมาเลี้ยงดู คุณตาและคุณยาย ก็ให้ความรักและทะนุถนอมเป็นอันมาก จะเอา อะไรประสงค์สิ่งใด ก็รีบหามาให้ทุกประการ

ถึงกระนั้น เด็กชายเปลี่ยน ก็ยังเป็นที่รักของบิดามารดาอย่างมากอีกด้วย นับเป็นความ อบอุ่นอันหาได้ยาก สำหรับเด็กเล็กรุ่นเดียวกัน
ปีหนึ่งๆ เด็กชายเปลี่ยน จะได้รับของขวัญๆ อยู่เสมอๆ เป็นประเภทเสื้อผ้าและที่นอน หมอนมุ้่ง ตลอดถึงเครื่องใช้อื่นๆ ซึ่งผุ้ที่รักเมตตา จะหาซื้อมาเปลี่่ยนใหม่ให้หมดทุกปี เพราะครอบครัวของท่านทุกคน มีความเป็นอยู่สุขสบาย บิดามารดาเป็นนักค้าขาย มีรายได้ ดี จึงไม่มีความทุกข์ร้อน ในการอยุ่การกินใดๆ

ขณะนั้นได้มาอยู่กับคุณยายและคุณตานั้น เด็กชายเปลี่ยนได้รับการสอนหนังสือแบบ ภาษาไทยสมัย เพราะในช่วงอายุ ๗ ปีนั้น ประเทศไทยอยู่ในภาวะสงคราม ( พ.ศ. ๒๔๘๔) ถูกญี่ปุ่นบุกจนกลายเป็นสงครามมหาเอเซียบูรพา โรงเรียนทั้งหลาย ได้ทำการปิดเรียนจน หมด

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากสงครามสงบลงแล้ว เด็กชายเปลี่ยน ก็ได้เริ่มศึกษาเล่าเรียน อีกครั้ง คราวนี้ ได้มาเข้าศึกษาเล่าเรียน ณ บ้านเกิด คือ โรงเรียนบ้านโคกคอน แต่เลิกเรียน แล้วก็กลับไปพักบ้านของคุณตาอย่างเดิม

 

เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียน เด็กชายเปลี่ยน เป็นเด็กที่มีแววฉลาดมากคนหนึ่ง อาศัยความขยันหมั่นเพียร ตลอดถึงไหวพริบความสามารถ ที่ติดตัวมา เช่นมีความ จำเป็นยอดเยี่ยม กระตือรือร้น ไม่เกียนคร้าน รักการเรียน ว่าง่ายสอนง่าย จึงเป็นที่รัก ของครูอาจารย์ทุกคน

แต่น่าเสียดาย ที่โรงเรียนบ้านโคกคอน เป็นเพียงแหล่งศึกษาสุดท้ายของท่่าน เท่านั้น เพราะบิดามารดา ไม่ต้องการให้ลูกเรียนต่อ ถึงแม้การเรียนของ เด็กชายเปลี่ยน วงศาจันทร์ ในขณะนั้น จะดีถึงขั้นสอบได้ที่ ๒ ของชั้นประถมปี่ที่ ๓ และสอบได้ที่ ๑ ของชั้นประถมปีที่ ๔ ก็ตาม

ความจริง แล้ว บรรดาครูอาจารย์ทุกท่าน ได้มีการส่งเสริมโดยการขอร้องบิดา มารดา ให้ส่งเด็๋กชายเปลี่ยน ไปศึกษาเล่าเรียน ต่อยังโรงเรียนประจำจังหวัดต่อไป แต่ดูเหมือนว่า ชีวิตในการศึกษาเล่าเรียนต่อยังโรงเรียนของท่าน จะมีอยู่เพียงแต่นั้น บิดามารดา จึงให้เหตุผลไปว่า ..

" จริงอยู่ แม้ฐานะความเป็นอยู่ ตลอดถึงเงินทองที่จะส่งเสริมให้ลูกได้รับการศึกษา สูงส่งแค่ไหน ย่อมไม่เป็นที่เดือดร้อนเลย

แต่ความตั้งใจเดิมนั้นเห็นว่า บรรดาลูกทั้ง ๖ คน มีเด็กชายเปลี่ยนคนเดียว ที่มี แววฉลาดรู้ทันสภาวะแวดล้อมในสังคมได้ดี จึงเหมาะที่จะศึกษาทางการค้าขาย โดย เป็นพ่อค้าสืบต่อจากบิดามารดา ไปติดต่อค้าขาย ในจังหวัดต่างๆต่อไป เพราะการเป็น พ่อค้านั้น มีหนทางสร้างฐานะความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขสบาย

จากเหตุผลดังกล่าวมานี้ จึงทำให็เด็กชายเปลี่ยน วงศาจันทร์ ไม่ได้รับการอนุญาติ ให้เรียนต่ออีก จึงมีหน้าที่มาช่วยบิดามารดาทำกิจการงานทางการค้า ตั้งแต่อายุยังน้อย

ขณะที่เด็กชายเปลี่ยน วงศาจันทร์ อายุได้ ๑๒ ปี ก็เริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆที่ตนเองพบ เห็น และจดจำเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ท่านได้เล่าให้ฟังไว้ว่า

" ครั้งแรก ที่ได้พบพระสงฆ์ที่เป็นพระกรรมฐาน เพราะบังเอิญปีนั้นมีญาติผู้ใหญ่ คนหนึ่ง บ้านนี้เขามีฐานะดี ชอบทำบุญทำกุศลเสมอ วันนั้นท่่านจะทำบุญเลี้ยงพระ ตอนเช้า
ปกติเมื่อมีการงานที่ต้องร่วมกันทำ เช่นงานบุญ งานบวช ต่างๆอย่างนี้ ชาวบ้าน จะต้องไปช่วยกันทั้งหมู่บ้านเลย แต่งานเลี้ยงพระสงฆ์นั้น จะมีญาติ พี่ น้อง มิตรสหาย ที่ใกล้ชิดกันเท่านั้น ไปร่วมงานกัน

ตอนนี้น ญาติเขาใช้ให้ไปรับบาตรของพระที่วัด นำมายังบ้านงานซึ่งเป็นญาติกัน เมื่อไปถึงวัดบ้านตาล ยังไม่ทันไปเอาบาตรก็มองเห็น ท่านพระอาจารย์ลี เจ้าอาวาส วัดบ้านตาล กำลังเดินไปเดินมาอยู่ตรงบริเวณใกล้กุฎิของท่าน แอบดูอยุ่นาน พอสมควร ก็ทำให้เกิดความสงสัยว่า ท่านกำลังหาอะไรอยู่
ใจในขณะนั้น คิดจะไปช่วยหาให้ท่าน ก็เลยออกจากพุ่มไม้เดินเข้าไป พระอาจารย์ ลีท่านก็หันมามอง แล้วก็พูดว่า " มาทำไม"

อาตมาก็พูดไปตามตรงว่า " มารับบาตรของหลวงปู่ครับ"
" อ้อ.. มารรับบาตร แล้วทำไมไม่พูดกันละ หลวงปุ่กำลังเดินจงกรม"

พระอาจารย์ลี ตอบรับแล้ว ท่านก็ได้ให้ไปเอาบาตรบนกุฎิส่งให้อาตมา จึงรีบเดิน กลับไปยังบ้านงาน "
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในจิตใจของเด็กชายเปลี่ยน เริ่มมีความคิดถึงคำพูดของพระ อาจารย์ลี หรือผู้ที่เคารพรัก มักจะเรียกท่านว่า " หลวงปู่ " มาตลอดทาง ในใจก้คิดว่า อ๋อ ... อย่างนี้เองนะหรือที่เขาเรียกว่า " เดินจงกรม" เดินไปเดินมาอย่างนี้เรียกว่า "จงกรม "

 








เด็กชายเปลี่ยน วงศาจันทร์ มีความคิดและฉลาดกว่าเด็กท้งหลาย มีสติปัญญาทั้ง ความสามารถดีเยี่ยม จนเป็นที่วางใจของบิดามารดา

ความสงสัยเรื่องการเดินจงกรมของเด็กชายเปลี่ยน ไม่สิ้นสุดจากคำตอบสั้นๆ แค่นั้น ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเหมาะ เขาจึงได้กราบเรียนถามพระอาจารย์ลี แห่งวัดบ้าน ตาลว่า ...
" ทำไมหลวงปุ่ต้องเดินจงกรมด้วยครับหลวงปุ่ "

ท่านพระอาจารย์ลี จึงตอบว่า
" ก็เพื่อให้จิตใจสงบ มีสติเป็นสมาธิ และเมื่อจิตสงบดีแล้ว ก็จะเกิดความสุขอย่าง ยิ่ง "

แต่เด็กชายเปลี่ยน ก็มีความสงสัยว่า จิตสงบดีแล้ว มันเป็นลักษณะไหน ความสุข เป็นอย่างไร รุ้อย่างไร
ท่านพระอาจารย์ลี เห็นทีท่่าสงสัย ของเด็กน้อย จึงกล่าวด้วยเมตตาว่า
" ความสุขชนิดนี้ จะไม่เป็นอย่างที่ชาวบ้านทั้งหลายเขาสุขสบายกัน แต่มีความสุข อยู่ภายใน จิตก็เบา กายก็เบาสบาย ไม่มีภาระให้ต้องคิด ไม่มีเรื่องอะไรจะเข้ามา ทำลาย ความสุขนี้ได้หรอก และยากที่จะบอกบรรยายได้นะลูกนะ

แล้วการเดินจงกรมนี้ จะเกิดอานิสงฆ์อย่างมากมาย หลวงปู่จะยกตัวอย่างให้ฟัง

๑. การเดินจงกรม จะเป็นการฝึกความอดทน เมื่อเราจำเป็นต้องเดินทางไกล
๒. การเดินจงกรม ถือเป็นความพากเพียร แม้เดินจงกรมจนเป็นสมาธิได้ ก็ยากจะเสื่อมคลาย ทั้งยังเป็นผุ้มีสติพร้อมสมบูรณ์ ในอิริยาบถเดินนั้นด้วย
๓. การเดินจงกรม ถือเป็นการออกกำลังทุกส่วน เส้นสายต่างๆ เลือดลมเดินสะดวก ระบบขับถ่ายก็ดี มีอาพาธน้อย
๔. การเดินจงกรม ทำให้อวัยวะภายใน ที่เราได้กิน ดื่มเข้าไปย่อยได้ดี ร่างกาย ก้จะสมบูรณ์
๕. ข้อสำคัญ ในการเดินจงกรม จะทำให้สมาธิ คือความตั้งมั่น อยู่ได้นาน
๖. ที่ว่าความสุขนั้น ผุ้มีจิตศรัทธาจะยังความสุขนี้อย่างถาวร ตลอดกาลที่เดียว "

ภายหลัีงจากได้ฟังอานิสงฆ์ของการเดินจงกรมอย่างย่อๆ ถึงแม้เวลานั้น เด็กชาย เปลี่ยน จะมีอายุเพียง ๑๒ ปี แต่ก็บังเกิดความศรัทธาเป็นอย่างมาก ดังนั้น เขาจึงได้ ขอร้องให้ท่านพระอาจารย์ลี วัดบ้านตาลสอนกรรมฐาน และเดินจงกรมให้

แต่ท่าน พระอาจารย์ลี ได้แนะนำเด็กชายเปลี่ยนให้ไปหา หลวงปุ่พรหม จิรปุญโญ พระอริยเจ้าแห่งบ้านดงเย็น
เมื่อได้รับการแนะนำเช่นนั้น เด็กชายเปลี่ยน ก็ไม่รอช้า รีบเร่งว่องไว เพราะวัด ท่านตั้งอยู่ไม่ไกล เพียงข้ามคลอง ซึ่งเปรียบเสมือน เส้นแบ่งของจังหวัดสกลนคร กับ จังหวัดอุดรธานี ไปเท่านั้น

เมื่อไปถึงวัดประสิทธิธรรม ( บ้านดงเย็น) อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เด็กชายเปลี่ยน ก็เข้ากราบนมัสการ พร้อมกับของศึกษาเรื่องการเดินจงกรมกับ หลวงปู่ พรหม จิรปุญโญ ทันที

หลวงปุ่พรหม จิรปุญโญ ท่านเป็นพระผุ้มีจิตเมตตา กำหนดรู้วาระจิตว่าเด็ก คนนี้ ต่อไปภายภาคหน้า จะต้องบวช อย่างเรา และจะเป็นผุ้นำได้
ดังนั้นท่านจึงเมตตาบอกว่า
" เอ้า จะเดินจงกรมให้ดู เธอต้องเดินตามด้วยนะ"

การเดินจงกรมสอนศิษย์ผู้เยาว์ เป็นไปอย่างขะมักเขม้น เวลาล่วงเลยไปจนบ่าย คล้อย จึงหยุด แล้วหลวงปู่พรหม ได้พูดขึ้นว่า
" เธอจงพยายามทำอย่างนี้ บ่อยๆ และเธอต้องบวชเหมือนอย่างเรานี้ .."
นับได้ว่า เป็นมหากุศลของเด็กชายตัวน้อยๆ คนหนึ่ง แห่งบ้างโคกคอน ที่ได้รับ อุบายความเพียรอย่างสุดกำลัง แล้วรางวัลแห่งความดีงามคือ ความพ้นทุกข์ อย่างแท้ จริง

หลวงปู่พรหม จิรปุญโญ ท่านเป็นพระอริยบุคคล ไปแล้ว ความดีจริงแห่งการ ปฎิบัติ ตลอดถึงปฎิปทาของท่่าน เด็กชายเปลี่ยน ในอดีต บัดนี้เป็น พระอาจารย์ เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ยังกล่าวยกย่องบูชาอยู่มิรู้วาย

 

 
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เด็กชายเปลี่่ยนเริ่มมีจิตใจเปลี่ยนแปลงไป เขาคิดอยู่ ตลอดเวลา ว่า การเรียนรู้ลู่ทางธรรม คือการเดินจงกรมนี้ จะพยายาม กระทำ ให้ปรากฎแก่ จิตใจเสมอ

ท่านได้บอกถึงความรู้สึกในขณะนั้นว่า " ในเวลานั้น คิดอยากบวชตลอดเวลา แต่ยังบวชไม่ได้ เพราะการงานที่พ่อแม่มอบหมายนั้นออกจะล้นมือ จึงต้องแอบทำ ความเพียรเช่น เวลาเดินทางไปติดต่อการค้า ก็อาศัยช่วงนั้น เดินจงกรมทำสติไปเรื่อย บางทีเข้าสวนเข้าป่า ก็ทำภาวนาไปเรื่อย ถ้าเลิกงานจะดีมาก คือ เดินจงกรมไปมา ยังลานหน้าบ้าน แต่ก็เลือกเอาตอนกลางคืน "

เมื่อได้ปฎิบัติเช่นนี้อยู่ทุกวัน จึงทำให้มีจิตฝักใฝ่ในธรรม ต้องการจะบวชเรียน เป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงอาศัยจิตใจที่กล้าหาญ เดินขึ้นไปบนบ้าน แล้วได้เอ่ยปากกับ บิดามารดาว่า
" พ่อเอ่ญ แม่เอ๋ย ฉันมีความตั้งใจ อยากจะบวชเณรเหลือเกิน ขออนุญาติให้ฉัน ได้บวชเป็นสามเณรเถอะ "

เมื่อบิดามารดาได้ฟังก็ตะลึง พร้อมกับพูดขึ้นว่า " ไม่ได้หรอก ลูกจะต้องอยุ่ดูแล ช่วยเหลือพ่อแม่ไปก่อน อีกอย่างหนึ่ง สิ่งของทั้งหลายเหล่านี้ พ่อกับแม่ก็อยากให้ลูก เป็นผุ้ดูแลไปก่อน "

การที่บิดามารดาของเด็กชายเปลี่่ยนปฎิเสธนั้น มิใช่ว่าท่่านจะปิดหนทางธรรมของ ลูกหรอก แต่เป็นด้วยอำนาจบารมียังมาไม่ถึง จึงต้องชะลอไปก่อน หลังจากนั้น เด็กชายเปลี่ยน ก็ไม่เคยพูดกวนใจ บิดามารดาอีกต่อไป

หน้าที่ต้องรับผิดชอบของเด็กชายเปลี่ยน วงศาจันทร์ นั้นผิดแปลกไปจากเด็กใน วัยเดียวกัน กล่าวคือ เด็กอื่นๆโดยทั่วไป จะรับภาระการงาน เช่นตักน้ำ ตำข้าว เก็บกวาดเลี้ยงดูน้องแทนพ่อแม่ ที่ไปอยู่กลางทุ่งนา อีกครั้งยังมีงาน ไถ หว่าน ดำนา ตลอดถึงการเก็บเกี่ยวต่างๆ สุดท้ายก็คือ งานเลี้ยงวัวเลี้ยงควายอยุ่กลางทุ่ง นี่เป็นกฎธรรมดาตายตัวของชาวชนบท

แต่หน้าที่ของเด็กชายเปลี่ยน นั้นต้องรับผิดชอบเท่ากับผู้ใหญ่ คนหนึ่ง คือต้องออก เดินทางไปต่างจังหวัด เพื่อติดต่อซื้อขาย เพราะบิดามารดา นั้นทำธุรกิจการค้า จำพวก เครื่องมือประกอบอาชีพ ตลอดจนถึงของกินของใช้ ข้าวสารน้ำตาลปีปทุกอย่าง

การเดินทางติดต่อหาซื้อสิ่งของนั้น แรกที่เดียว ก็ได้ติดตามบิดาไปดูลู่ทางก่อน คร้นพอรู้จักคุ้นหน้ากันดีแล้ว บิดาก็ปล่อยให้เดินทางไปติดต่อด้วยตนเอง

ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่าง ที่เด็กชายเปลี่ยนเห็นความจำเป็นก็เขาจะซื้อมาค้าขาย ในเขตหมู่บ้านโคกคอนและใกล้เคียง จนมีฐานะร่ำรวยทีเดียว

ต่อมาบิดาได้ขยายการค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ด้วยการตกข้าว(ซื้อข้าวเปลือก) ในเขตตำบลต่างๆมารวมไว้ที่ยุ้ง แล้วเอาไปขายเอากำไรต่อกับโรงสีใหญ่ๆต่อไป

ยิ่งทำการค้า ก็ยิ่งเป็นเงินเป็นทองขึ้นเรื่อยๆ ความรับผิดชอบก็ยิ่งผูกมัดรัดตัวเข้า ไปทุกทีๆ ส่วนนาของตนเองก็มี แต่ต้องจ้างคนอื่นมาทำแทน ก็เนื่องจากภารกิจ การค้านั้นจะขาดตอนไปไม่ได้เลย ถ้าจะพูดถึงรายรับก็ดีกว่าการทำนาเองทุกอย่าง

เด็กชายเปลี่ยน เดินทางไปซื้อสินค้าตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี จนถึงอายุ ๑๖ ปี เขาต้องนำ เอาเงินสดติดตัวไปครั้งละ มากๆ เพื่อจะได้จ่ายค่าสินค้า ที่จะนำมาค้าขายยังถิ่นฐาน ของตน

นับได้ว่า เด็กอายุน้อยๆเช่นนี้ ต้องเสี่ยงกับอันตรายรอบด้าน เพราะบางครั้งเขา จะต้องเดินทางไปเพียงคนเดียว ดังท่่านเล่าให้ฟังว่า

" คิดดูนะ สมัยนั้นรถรามีน้อย การคมนาคม ไม่ต้องพูดถึงหรอก ลำบาก นานๆ จึงจะมีรถแล่นมาสักคันหนึ่ง

จากสกลนครไปอุดรธานี นั้นก็มีรถประจำทางประเภทหนึ่ง รถบรรทุกอีกประเภท หนึ่ง และรถบรรทุกถ่านกระสอบบ้าง ไม่สะดวกสบายอย่างเดี๋ยวนี้นะ เดี๋ยวนี้ขนาด ขายผักบุ้ง ก็มีรถกระบะไปส่งถึงบ้านแล้ว สมัยก่อนก็หาบหามเอาทั้งนั้น

ถึงแม่จะมีงานรัดตัวมากมาย อย่างไร แต่จิตใจที่ยังใฝ่อยู่ในธรรมก็ได้น้อมนำ ไประลึกนึกถึงอยู่เสมอ ท่านได้กล่ววถึงความสนใจที่อยากไปกราบครูบาอาจารย์ผู้เป็น สุปฎิบัติว่า เมื่อยังเป็นเด็กก็เคยได้ยิน กิตติศัพท์ของ หลวงปุ่มั่น ภูริทัตโต มานาน เพราะผู้ใหญ่เขาพูดถึงอยู่เสมอๆ คุณตาคุณยาย พูดให้ฟัง ก็บังเกิดความศรัทธามาก ทีเดียว แต่ไม่เคยได้พบท่านสักครั้ง

ครั้งหนึ่ง มีข่าวเล่ามาถึงหมู่บ้านโคกคอนว่า พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้มาพัก อยุ่ที่บ้านนามน จังหวัดสกลนคร มารดามีความเคารพศรัทธามาก จึงประสงค์ที่จะไป กราบนมัสการ จึงได้เตรียมตัวเดินทางไปกราบ
ระยะทางจากบ้านโคกคอน กับบ้านนามนนั้น โยมคิดดูนะ ต้องเดินเท้าเปล่าถึง ๔-๕ คืน เด็กชายเปลี่่ยนมีความสนใจอยากไปกราบด้วย ก็ขออนุญาตติดตามไปด้วย แต่ไม่ได้รับอนุญาต มารดาเกรงว่า ถ้าให้ไปด้วยแล้ว จะเช้าไปขอบวชต่อหน้า หลวงปู่มั่น ก็จะคัดค้านอะไรไม่ได้ เมื่อท่่านไม่ยอมให้ไปจริงๆ ก็ต้องอยู่เฝ้าบ้าน ทำ ธุรกิจต่อไป

ก่อนมารดาจะเดินทาง จึงได้ มอบเงินกำไรให้่มารดาติดตัวไป ๓,๐๐๐ บาท นับว่ามากพอดู ท่านจะได้ใช้จ่ายและทำบุญด้วย

การที่ไม่ได้ตามมารดาไปกราบท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนั้น พระอาจารย์ เปลี่ยนคิดว่า เวลานั้น วาสนายังไม่พอ ก็เลยไม่ได้พบ ในเมื่อมารดาไม่ยอมให้ไป ก็เดินจงกรมเอาที่บ้านในขณะที่ว่างงาน

ครั้งหนึ่งเด็กชายเปลี่ยนได้ไปหัดเดินจงกรมกับพระที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ ได้โอกาสจึงถามท่านว่า

" บวชนี่ดีไหม "
คำตอบก็ว่า " ดีมาก เพราะพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญการบวชนี่ "

เมื่อได้ฟัง เด็กชายเปลียนก็ยิ่งสนใจอย่างมาก ขณะนั้นพระพี่ชายได้บวชอยุ่ที่ วัดบ้านตาลสองคน จึงได้แต่หวังคอยว่า เมื่อไร พี่ชายจึงจะลาสึก ตนเองจะได้บวชบ้าง

ตอนอายุได้ ๑๔ ปี เด็กชายเปลี่ยนก็เคยขอบวช ท่่านผุ้เป็นบิดามารดา ก็ไม่ยอม ปฎิเสธเสียงกร้าวว่า
" ไม่ได้ ลูกจะต้องไม่บวช จะต้องประกอบธุรกิจให้เจริญรุ่งเรือง จะขอบวชเพียง วันเดียวก็ไม่ยอมเป็นเด็ดขาด ขอให้ลูกจงทำงานทางการค้าต่อไปเถิด

น่าสงสารนัก เจตนาของเด็กชายเปลี่ยน วงศาจันทร์ ที่คิดจะบวชเป็นสามเณร ตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี จนอายุได้ ๑๖ ปีแล้ว ก็ไม่สมหวังสักที เขายังทำงานให้เจริญขึ้นไป อย่างไม่ละลด

สำหรับจิตใจของผู้เป็นบิดา มารดานั้น แท้จริงท่านเป็นผู้มีความเคร่งครัดในพระ พุทธศาสนามาก จากคำบอกเล่าของคุณยาย ที่ผุ้เขียนเดินทางไปจนถึงบ้าน เดิมของ ท่านดังนี้

" โยมพ่อโยมแม่ ของท่านเปลี่ยนนั้นใจบุญหลาย เคร่งครัดไปวัดถือศีลเสมอๆ แต่ว่าไม่ยอมให้ลูกชายบวชเท่านั้น
ไปวัดทำบุญใส่บาตรได้ ทำไปแต่บวชบ่ได้ จะให้ค้าขาย สมัยนั้นตกข้าวเปลือก ส่งโรงสี ทำงานคุมคนมากมาย เหน็ดเหนื่อยแต่ก็ได้เงินดี

ครอบคร้วท่านสุขหลายเน้อ ไม่อดไม่อยาก ไม่ลำบาก ทำการค้าขายใดๆ ก็ขายดี นะสมัยนั้น

 
 
 
 
 
หน้าแรก | เจ้าแม่กวนอิม | แนะนำวัด | ถาม-ตอบ | ชมรม ๑๐๙ วัด |