เจ้าคุณนร

 

 

เจ้าคุณนรรัตน์ ราชมานิต
หากเอ่ยชื่อวัดเทพศิรินทราวาส แล้วนักนิยมพระเครื่องร้อยทั้งร้อยนึกถึงท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ราชมานิต
พระภิกษุอีกรูปหนึ่งที่ได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชน(ในยุคนั้น)
ว่าเป็นอริยะสงฆ์ผู้สำเร็จในยุคกึ่งพุทธกาล ด้วยจริยาวัตรอันงดงามของท่านที่เคร่งครัดและไม่ยึดติดในลาภ
ยศ ชื่อเสียง แม้ในช่วงที่ท่านอยู่ในเพศฆราวาส (ก่อนอุปสมบท) มียศถึงเจ้าพระยา
กลับได้ชื่อว่าเป็นมหาดเล็กที่สมถะมักน้อยที่สุด เช่นการแต่งกาย ของท่านก็เป็นไปอย่างเรียบง่ายชอบสงบ
ยามว่างท่านจะนั่งสมาธิตามลำพังเสมอ นับได้ว่าท่านเป็นผู้ถือศีล บริสุทธิ์
มาตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาสทีเดียวและเมื่อท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุท่านก็ไม่ปราถนาชื่อเสียง
แต่กลับเป็นภิกษุที่มีชื่อเป็นอมตะจนทุกวันนี้
ผู้ที่ได้รับใช้ใกล้ชิดท่านนั้นเชื่อกันว่าท่านน่าจะสำเร็จญาณชั้นสูง แต่จะถึงอรหันต์หรือไม่นั้น
ไม่มีใครตอบได้เพราะท่านเป็นพระที่ไม่โอ้อวด แต่ที่แน่ใจได้อย่างนึงก็คือ ท่านรู้วันมรณะของตนเอง

สังเกต ได้จากก่อนที่ท่านจะมรณภาพเพียงไม่กี่วันท่านได้สั่งให้คุณปลัดโกศลผู้เป็นหลานหากรวดที่ อ.บางบ่อ
มาให้เพื่อที่จะปลุกเสกเป็นพระแม่ธรณีปฐวีธาตุ (นับได้ว่าเป็นวัตถุมงคลชนิดเดียวที่ท่านสั่งให้ทำขึ้น)
แต่หลานของท่านก็ลืม วันต่อมาท่านจึงย้ำเตือนให้หามาด่วนเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์ ซึ่งหลานท่านก็หามาจนได้
(ที่น่าแปลกอีกอย่างคือ ท่านไม่เคยออกนอกบริเวณวัดแต่ท่านกลับบอกสถานที่ ที่ให้เก็บกรวดได้ถูกต้อง )
และได้ทำการปลุกเสกทั้งหมด ๓ รอบวันที่ ๔ มกราคม รอบหนึ่งแล้วให้หามาอีก วันที่ ๕ มกราคม
อีกรอบแล้วท่านก็ให้หามาอีก วันที่ ๗ มกราคม เป็นรอบสุดท้าย
(ในขณะที่ท่านปลุกเสกท่านจะถือพานใส่ก้อนปฐวีธาตุตลอด หลานของท่านจึงใส่แต่น้อยเพราะกลัวท่านจะหนัก)
และหลังจากที่
ท่านปลุกเสกครั้งหลังท่านพูดกับหลานท่านว่าคงเท่านี้ไม่ค่อยสบายเหนื่อยเหลือเกินโดยที่ไม่มีใครเฉลียวใจ
เช้าวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๔ ก่อนที่ท่านลงทำวัตรเช้าท่านจะได้รับอาหารที่หลานชายของท่านนำมาถวาย
ท่านกลับปฏิเสธและบอกกับหลานชายท่านว่า วันนี้ไม่ฉัน

และให้นำอาหารกลับไป และในเช้าวันนั้นเองท่านก็ไม่ลงทำวัตรเช้าดังที่เคยปฏิบัติมาตลอด ๔๕
พรรษาและเย็นวันนั้นท่านก็ไม่ลงทำวัตรอีกจนกระทั่งเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.เศษ
แพทยที่มารักษาแผลจึงเปิดประตูกุฏิท่านดูก็พบว่าไม่ได้ลงกลอนไว้อย่างที่เคยปฏิบัติ(ตามปรกติ
ท่านจะลงกลอนทุกครั้ง)จึงขึ้นไปดูข้างบนจึงพบว่าท่านนอนจำวัดอยู่
ในมุ้งกายของท่านห่มจีวรอยู่ในอาการสงบนิ่ง แพทย์ให้ข้อสันนิษฐานว่าท่านมรณภาพในเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น.เศษ
เมื่อศึกษาประวัติและวัตรปฏิปทาของท่านโดยตลอดแล้ว
จะเห็นได้ว่าท่านน่าจะได้เป็นอริยสงฆ์ดังคำที่ร่ำลือกล่าวขวัญกันทุกมุมเมือง
เพราะท่านเป็นผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์โดยแท้จริง
จึงเป็นผู้ที่ควรแก่การกราบไหว้สักการะบูชาอย่างยิ่ง

และให้นำอาหารกลับไป และในเช้าวันนั้นเองท่านก็ไม่ลงทำวัตรเช้าดังที่เคยปฏิบัติมาตลอด ๔๕
พรรษาและเย็นวันนั้นท่านก็ไม่ลงทำวัตรอีกจนกระทั่งเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.เศษ
แพทยที่มารักษาแผลจึงเปิดประตูกุฏิท่านดูก็พบว่าไม่ได้ลงกลอนไว้อย่างที่เคยปฏิบัติ(ตามปรกติ
ท่านจะลงกลอนทุกครั้ง)จึงขึ้นไปดูข้างบนจึงพบว่าท่านนอนจำวัดอยู่
ในมุ้งกายของท่านห่มจีวรอยู่ในอาการสงบนิ่ง แพทย์ให้ข้อสันนิษฐานว่าท่านมรณภาพในเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น.เศษ
ประวัติโดยสังเขป
พระภิกษุธัมมวิตกโกภิกขุ เดิมชื่อ ตรึก จินตยานนท์ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๐
ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ ปีระกา เวลาประมาณ ๗.๔๐ น. (ตรงกับวันมาฆะบูชา)
เป็นบุตรคนโตของคุณพระนรราชภักดี (ตรอง จินตยานนท์) มารดาชื่อ ภุก จินตยานนท์
ส่วนสถานที่กำเนิดของท่านคือ บ้านเลขที่ ๙๒ ถนนพะเนียง หลังวัดโสมนัสวิหาร อ.ป้อมปรบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ
เมื่อเจริญขึ้นท่านก็ได้เข้าศึกษาวิชาเบื้องต้นที่โรงเรียนวัดโสมนัส จนจบชั้นประถม
(ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดในสมัยนั้น) และได้เข้าศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร
สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมด้วยการสอบได้ที่ ๑ ของสนามสอบ(การสอบในสนามสอบ ในสมัยนั้นเป็นการสอบรวมกันหลาย
ๆ โรงเรียนโดยใช้ข้อสอบเดียวกัน ฉะนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าท่านสอบได้ที่ ๑ ของประเทศในสมัยนั้น)
และได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ปัจจุบันคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
โดยเลือกเรียนวิชารัฐศาสตร์ ซึ่งไม่ค่อยตรงกับที่ท่านตั้งใจไว้เพราะแต่เดิมท่านสนใจในวิชาแพทย์
แต่ด้วยบิดาท่านเป็นนักปกครอง อยากจะให้ท่านเป็นนักปกครองตามท่านจึงเลือกเรียนตามความประสงค์ของบิดา
และในขณะที่ท่านศึกษาอยู่เมื่อมีเวลาว่าง ท่านก็จะเข้าเรียนพิเศษภาษาอังกฤษกับครูเฉลิม
สำหรับการเรียนวิชารัฐศาตร์ของท่านนั้นท่านจบด้วยการสอบไล่ได้ที่ ๑ ของชั้นเรียน
ภายหลังจากการที่ท่านศึกษาอยู่ในปีสุดท้าย นักศึกษาในปีนั้นต้องเข้ารับการซ้อมรบเสือป่า
ในฐานะนักเรียนเสือป่ารักษาพระองค์ และในการซ้อมรบครั้งนี้เองทำให้ชีวิตของท่านเปลี่ยนแปลงไป
เดิมนั้นต้องการเป็นข้าราชการปกครองกลับต้องมาเป็นข้าราชการในสำนักฯ เพียงเพราะล้นเกล้า รัชกาลที่ ๖
เห็นท่านรูปร่างเล็กจึงทรงรับสั่งถามว่า ตัวเล็ก ๆ อย่างนี้ถ้าเกิดข้าศึกดักทำร้ายแล้วจะสู้เขาไหวหรือ
ท่านจึงกราบบังคมทูลว่า ต้องขอลองสู้ดูก่อน ส่วนจะไหวหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งขอรับ
ถ้อยคำกราบบังคมทูลในครั้งนั้นเป็นที่พอพระราชหฤทัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ มาก
หลังจากซ้อมรบเสือป่าเสร็จสิ้นแล้วก็ทรงโปรดให้
ท่านเป็นฝ่ายในและโปรดเกล้าให้ท่านเข้าไปรับใช้ประจำห้องบรรทมในที่สุด
และด้วยความจงรักภักดีที่ท่านมีต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖
ท่านจึงปฏิบัติรับใช้ด้วยความขยันและซื่อสัตย์จนเป็นที่โปรดปรานของล้นเกล้าฯ
จนได้รับโปรดเกล้าพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาพานทองที่พระยานรรัตน์ราชมานิต เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๒

(ขณะนั้นท่านอายุเพียง ๒๕ ปีเท่านั้น) และได้พระราชทานสายสะพาย ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
กล่าวกันว่าในงานพระราชทานสายสะพายในครั้งนั้นมีท่านเพียงคนเดียวที่ยังหนุ่มอยู่ เพราะผู้ที่
ได้รับพระราชทานสายสะพายโดยมากจะเป็นข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ทั้งสิ้นการที่ล้นเกล้าฯ
ทรงประทานความเมตตาอย่างพิเศษนั้น ทำให้ท่านต้องผจญความริษยาของบรรดาข้าราชบริพารอื่น ๆ
ทั้งที่เป็นผู้ใหญ่และผู้น้อยอย่างรุนแรง แต่ก็ใช้ความมีอุเบกขาเข้าต่อสู้
ประกอบกับที่ท่านมีนิสัยสมถะมักน้อย ไม่ยินดียินร้ายกับใครทั้งสิ้น อยู่อย่างสันโดษ
ยามว่าท่านจะศึกษาวิชาโยคศาตร์และการเพ่งกสิณด้วยที่ว่าวิชานี้
เพิ่มความสงบให้แก่ท่านอย่างมากทีเดียวตลอดระยะเวลาที่ท่านอยู่ในวังไม่เคยปรากฏว่าท่านจะอาละวาดเอาความก
ับใคร จะมีเพียงครั้งเดียวที่ท่านอาละวาดขึ้นมาอย่างดุเดือด ทั้งบริภาษด้วยถ้อยคำรุนแรงทั้งลงมือลงเท้า
เตะต่อยข้าราชบริพารกลุ่มหนึ่ง แตกกระเจิดกระเจิง นั่นคือตอนที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖
ทรงประชวรหนักใกล้จะเสด็จสู่สวรรคาลัย
พวกข้าตาชบริพารเหล่านั้นนอกจากจะไม่ถวายความจงรักภักดีแล้วยังหยอกล้อเล่นกันดังเข้ามาถึงห้องประชวร
แถมบางคนยังมาสูบบุหรี่โขมงในห้องเสียอีก ท่านทนต่อความไร้มารยาทนนั้นไม่ไหวก็เลยลงมือลงเท้าเอา
ซึ่งทำให้เข้าใจกันว่าท่านเกิดวิกลจริตขึ้นมา (เพราะธรรมดาท่านจะอยู่อย่างสงบไม่เคยมีปากเสียงกับใคร)
คุณท้าวอินทร์สุริยาบริพารผู้ใหญ่ฝ่ายในต้องมาขอให้ท่านแม่ของท่านไปปลอบโยนท่านให้ใจคอเยือกเย็นลง
ภายหลังล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ สวรรคตแล้ว ท่านจึงตัดสินใจบวชอย่างเงียบ ๆ
เป็นการถวายพระราชกุศลต่อรัชกาลที่ ๖ ในวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๘
โดยครั้งแรกนั้นท่านลาบวชเพียงพรรษาเดียว จากนั้นท่านก็พลัดเป็นสองพรรษา สามพรรษา แม้กระทั่งรัชกาลที่ ๗
ท่านทรงเห็นว่า พระยานรรัตน์ราชมานิต เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ มั่นคงทั้งสูงด้วยความกตัญญูกตเวที
ทั้งเป็นผู้ที่มีความรู้สูง สมควรที่จะแต่งตั้งให้รับราชการต่อไป
ดังในสัญญาบัตรแต่งตั้งตอนหนึ่งมีใจความว่า ขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวงฤาผู้หนึ่งผู้ใด
ซึ่งจะได้พบอ่านคำประกาศนี้ให้ทราบว่า เราได้ตั้งใจให้จางวางตรีเจ้าพระยานรรัตน์ราชมานิต (ตรึก
จินตยานนท์) ปม.ท.จมว.ม.ล.มว.ป.ร.ต. ซึ่งเป็นที่รักใคร่ไว้วางใจของเรา
เป็นองคมนตรีรับปรึกษาราชการในตัวเรา เพิ่มศักดินาขึ้นอีก ๑,๐๐๐ เพื่อจะได้ช่วยเราคิดทำนุบำรุงแผ่นดิน
ให้เป็นคุณประโยชน์ มีความเจริญสมบูรณ์ ฯลฯ
แต่ท่านก็ไม่ยอมลาสิกขาออกไปรับตำแหน่ง
คงยังพลัดยืดกาลาสิกขาออกไปอย่างไม่มีกำหนดจนกระทั่งถึงแก่กาลมรณภาพ ในวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๔ สิริรวมอายุ
๗๔ ปี ๔๖ พรรษา
 
 
 
 
 
หน้าแรก | เจ้าแม่กวนอิม | แนะนำวัด | ถาม-ตอบ | ชมรม ๑๐๙ วัด |