หลวงพ่อประสิทธิ์

 

 

 

 

ปฐมวัย
ด.ช.ประสิทธิ์ คำประเสริฐ เกิดวันเสาร์ที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๖ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน ณ บ้านคอน กิ่งอำเภอสีทันดร อำเภอมโนไพร จังหวัดนครจำปาศักดิ์ ประเทศลาว
บิดาชื่อนายทอง คำประเสริฐ มารดาชื่อนางทองจันทร์ คำประเสริฐ เป็นบุตรคนเดียวของครอบครัว

การศึกษา 
อายุประมาณ ๑๔ ปี เรียนจบ ป.๔ เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๐ได้สำเร็จนักธรรมโทที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ อายุ ๑๙ ปี
 
รับราชการ 
พ.ศ.๒๔๘๙ หลวงพ่อเป็นเสมียนปกครอง เป็นพนักงานสอบสวนวิสามัญ งินเดือน ๆละ ๒๐ บาทและได้ค่ายังชีพอีกรวมเดือนละ ๔๕๐ บาท
 
มีครอบครัว 
ได้นางประไพเป็นภรรยา มีบุตรรวมเป็น ๕ คน
ธรรมะเกิดครั้งที่ ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ 
เจริญอานาปานสติ เขาให้นับคู่หายใจเข้า ๑ ออก ๑ เข้า ๒ ออก ๒ เข้า ๓ ออก ๓ เข้า ๔ ออก ๔ เข้า ๕ ออก ๕ แล้วก็ถอยหลัง
 
มาเอาเป็น ๖ เป็น ๗ เป็น ๘ เป็น ๙ เป็น ๑๐ แค่นั้นแหละก็ถอยหน้า ถอยหลัง ลมมันก็เร็วเลยนับเดี่ยว ๑ ถึง ๑๐ นับ ๑ ถึง ๑๐ ทำให้ท้อง
 
แขม่วๆลงไป จนกระทั่งลมละเอียด มองเห็นสายลมในจมูกนี้ มีสติ-สัมปชัญญะควบคู่กัน เหมือนเส้นลวดเส้นเชือกดิ่ง พอลมจะสุดมันจะมี
นิวรณ์มากั้นว่า ตายนะนี่เรียกว่าอุปาทาน พอตายเท่านั้น ตัดสินใจชั่วแว้บเดียว ตายเป็นตายไม่ถึงหนึ่งนาทีเลย พอสุดลมวับดับ ดับแล้วมันก็เกิดทันที เห็นกองสังขารอยู่กองข้างหน้า นี่สำรอกกิเลสครั้งแรก  
 
อุปสมบท
พ.ศ.๒๕๑๒ อายุได้ ๔๖ ปี อุปสมบทเป็นครั้งแรก วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๒ ณ วัดนิมมานราษฎร์บำรุง ต.หนองไผ่แก้ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มีพระครูพิบูลสังฆกิจ (ประยูร ปิยธโร) เจ้าคณะตำบลคลองกิ่ว
วัดกุณฑีธาร บ้านหัวกุญแจเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการสวิน อินฺทวํโส
วัดศรีอรุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการสมาน รตินฺธโร
วัดนิมมานราษฎร์บำรุง เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ธรรมะเกิดครั้งที่ ปี พ.ศ. ๒๕๑๒
หลวงพ่อก็ปฏิบัติต่อไป แต่ว่าธรรมะเกิดแต่ละครั้งนั้นก็เห็นกองสังขาร จิตมันจะอ่อนลงๆ วูบๆ
เหมือนเราเดินลงที่ต่ำตามลำดับมา จนกระทั่งกองสังขารครั้งสุดท้ายก็พิจารณาเรื่องทุกข์ พูดตามปริยัติก็เรียกว่าเข้าสู่อุเบกขาญาณ พิจารณาหาทางออกจากกองทุกข์ มาอยู่ในกองสังขารเป็นทุกข์ เกิดความนิพพิทา เกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากอยู่ หาทางพิจารณาไปอยู่ประมาณสัก ๖-๗ วันจะได้ก็เอาทุกข์นั้นพิจารณาสาวไป อะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์ ปัญญานี่จะหยั่งเข้าไปหาเหตุ ทุกข์นี่ต้องมีเหตุเหมือนกับไฟ เมื่อมีไฟต้องมีร้อน ไอ้ร้อนนี่เหมือนตัวทุกข์ ร้อนมาจากอะไร มาจากไฟไฟนี่เป็นตัวสมุทัย สาวเข้าไปจึงไปถึงเหตุมันเขาเรียกว่า สมุทัย เหตุแห่งทุกข์เกิด จึงเข้าอ้อนั้นแหละเข้าป่าอ้อเข้าสู่อัปปนาสมาธิ หรือพูดตามปริยัติ เขาเรียกว่า ธรรมเอกผุดขึ้นเป็นอารมณ์เดียวดิ่งอุปมาเหมือนกับดินปืน จุดเอาไฟไปจี้มันจะฟุ่บขึ้นมา เป็นอารมณ์เดียว นี่สำรอกกิเลสครั้งที่ ๒

สอบอารมณ์ที่อ้อมน้อย
วันเสาร์ อาจารย์บุญมี เมธางกูร มาสอบอารมณ์ ถามคนอื่นๆไป พอมาถึงหลวงพ่อ ก็แยกรูปแยกนามให้ฟัง อุปมาเหมือนกลางแจ้ง เห็นเงาของตัวเองเงานั้นเป็นนาม กายเรานี้เป็นรูป จนที่สุดอุปมาเหมือนกับ
ต้นกล้วยไม่มีแก่นสารอะไรเท่านั้นท่านพูดคำเดียวว่า พระ เมื่อกลับมาอยู่วัด หลวงพ่อเปิดฟังวิทยุสถานียานเกราะ อาจารย์บุญมีเอาหลวงพ่อไปประกาศโฆษณา พระมาปฏิบัติที่นี่ ๑๐๐-๒๐๐ มีอยู่ องค์เดียว ได้ดวงตาเห็นธรรมมาอยู่ถ้ำยายปริก

ก่อนกฐินจะมา หลวงพ่อก็มาเกาะสีชังอีก มาพักที่วัดจุฑาทิศฯ พอตกกลางคืนได้นิมิตเห็นผู้หญิงชราผมขาว
ไปนิมนต์ให้มาอยู่ที่ถ้ำยายปริก รุ่งเช้าฉันเสร็จ จึงเดินทางมาสำรวจ หลวงพ่อก็เข้าถ้ำไปจับอารมณ์ดู พิจารณาในถ้ำพบว่ามีความเยือกเย็นดี สงบสงัดจริงๆ มีอากาศถ่ายเทดีเหมาะสำหรับการบำเพ็ญสมณธรรม หลวงพ่อก็เลยปักใจจะมาอยู่หลวงพ่ออยู่ถ้ำกันดารน้ำมาก ใช้น้ำวันละขัน
 
ธรรมชาติมันลอง ฟ้าผ่า
วันหนึ่งฝนตกแต่ธรรมชาติรู้กัน หลวงพ่ออยู่ในกลด กลดใหม่ๆ วันนี้ธรรมชาติมันลอง ฝนตกสักๆอยู่ หลวงพ่อถามมันเอาแน่เหรอ จิตมันว่ากัน กลดแขวนอยู่ แน่ว่าซั้น แน่ก็เตรียมพร้อมจับด้ามกลด พอพร้อมเท่านั้น ฟ้าผ่าเปรี้ยง เพียะ กลดหัก ๔ ซี่ มุ้งหลุดเลย เปียกหมด
 
ธรรมะเกิดครั้งที่ ปี พ.ศ. ๒๕๑๖
เพียร ปีธรรมะอะไรก็ไม่เกิด คลายความเพียรจะจำวัดหันไปดูนาฬิกานี่จะ ทุ่มแล้ว ปรกติก่อนนอนหลวงพ่อจะนั่งกรรมฐานเอาสักหน่อย ดึงนิสีทนะที่ปลายเท้ามาขยับนั่ง พอสัมผัสเท่านั้น เสียงดังเหมือนสายฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างเลย แต่ความรู้สึกตัวนี่อุปมาเหมือนกับลอกหนังกบในตัวออกดังเพียะเลย หลวงพ่อสงสัยว่าอะไร ลองลูบตัวเองมีแต่รู้ทั้งนั้นปัญญานี้มันจะมองถึงพระอานนท์ตอนบรรลุธรรมทันทีเลย ปริศนาธรรมของหลวงพ่อพุทธทาส หลวงปู่มั่น ตีแตกหมด จึงมารู้ความจริง ไอ้ตัวนี้มันนามชัดๆ เลย ภายนอกเป็นรูปหมด นี่เขาเรียก แยกรูปนามชัดเจนหรือกะเทาะเปลือก นี่สำรอกกิเลสครั้งที่
 
ธรรมะเกิดครั้งที่ และพรหมอาราธนา
เจอลูกหมาตายอยู่ข้างทางบันไดขึ้นมา หนอนกำลังไชอยู่กำลังกินหลวงพ่อก็เอาไม้เท้าเขี่ยดูก็เอาลูกหมานั้นเป็นอารมณ์ น้อมมาใส่ตัวเรา แล้วก็เอาเราเหมือนนั้น หนอนไชอะไรต่างๆ แล้วก็ทิ้งไป พอตกกลางคืนนั่งกรรมฐานก็เอานั้นมาเป็นอารมณ์ น้อมมาใส่กายเรา พิจารณาว่า ร่างกายของเรานี้เหมือนกับเนื้อสุนัข ที่มันเน่าเปื่อยหนอนไชกำลังกิน มองเห็นซี่โครงร่างกายว่างหมดเลย พอได้ส่วนเท่านั้น เสียงมันลั่นจากทรวงอกข้างซ้ายดังปึก แล้วก็เลื่อนลงมาโคนขาดังเพียะ นี่สำรอกกิเลสครั้งที่ ๔ เรียกว่า เจโตวิมุตติ สำรอกราคะและโทสะ
ธรรมะเกิดครั้งที่ พรรษา ๑๐

หลวงพ่อปฏิบัติธรรมเป็นปกติ มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิตั้งอยู่ในอริยมรรคองค์ ๘ พอวันนั้น ได้เวลาปั๊บมันจะขึ้นมาเอง พอขึ้นมาแล้วดูมัน ตัวนี้แหละปัจจุบันธรรม เอ๊ะ จิตมันแว้บ อันนี้เรามีแต่รู้ ทำไมเราไปหลงอยู่อาการของจิต เท่านั้นแหละ เห็นเป็นอาการของจิตรูปนาม ปัจจุบันธรรมมันหลุดจากหัวใจลงไปอีก ตัวลอยเลย สุขอะไรไม่เท่ากับสุขที่สังขารขันธ์ไม่ปรุงแต่ง แล้วต่อมาก็เป็นปกติ นี่แหละมันจับไอ้ตัวคิดนึกปรุงแต่งขึ้นมาทันปัจจุบันเหมือนหมาไล่เนื้อ เขาเรียกยกจิตขึ้นสู่ไตรลักษณ์งับหลุด ดับตัวสังขารขันธ์ขันธ์หลุด ต่อมาเดือนกว่าๆ ก็อยู่ในถ้ำ นี่มันจะฟูขึ้นมาอีก หลวงพ่อก็จับมาพิจารณาด้วยปัญญาโดยโยนิโสมนสิการ เอ๊ะ ไอ้ความปรุงแต่งมันเอามาพิจารณา ก็เหมือนเราหยิบของมาดูมาชมมาพิเคราะห์อะไรต่างๆ พิจารณา ไอ้ตัวคิดตัวนึกตัวปรุงแต่งนี้เองเป็นตัวสมมติบัญญัติ เป็นโน่น เป็นนี่ เป็นตัว เป็นตนเป็นเราเป็นเขา เป็นของกูตัวกูอะไรต่างๆ นานาเมื่อรู้อย่างนี้อีก ทีนี้มันก็หายไป ทีนี้จิตก็จะว่างโล่งเบาสบาย ไม่ได้ไปคิดไปนึกอะไรนิ่งเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่อย่างนั้นเป็นปกติ ทีนี้ก็มีสติ-สัมปชัญญะพิจารณาดูทางอายตนะต่างๆ เห็นความเกิดดับของสภาวธรรมต่างๆ มันจะเข้ามาจับอายตนะแล้ว เริ่มอายตนะ จิตนี่ว่างโปร่ง แล้วรู้ความจริงแค่ปัสสาวะก็มีรูปกับนาม กลืนน้ำลายก็รูปนามกระทั่งตด อุจจาระ กระทั่งอะไรก็แล้วแต่ เห็นในกายเรานี้นะทุกอย่าง เมื่อ รูป เสียง กลิ่น รสสัมผัส กระทบตาหูจมูกลิ้นกาย มันก็ไปสู่ที่จิต จึงว่ากามคุณ ๕ นี้เป็นของที่หลอกลวงไม่เที่ยง ทีนี้ภายนอกมันก็เข้ามาอยู่ที่จิต จึงมาพิจารณาไอ้ตัวจิตเป็นหนึ่ง เอกัคคตา กลายมาเป็นสมาธิไป แปรสภาพไป มาเป็นตัวสมาธิ เสื่อมจากจิตมาเป็นสมาธิ แล้วปัญญาจะเข้าไปดู สอดส่องอยู่ตลอดเวลา เขาเรียกโยนิโสมนสิการ ละเอียดถี่ยิบเลย กายมันก็สมมติบัญญัติ เมื่อเป็นสมาธิแล้ว ทีนี้จิตมันจะว่างเปล่า ไม่ได้ปรุงแต่งอะไรมันก็อยู่ในอารมณ์ความว่าง......

มรรคจิต ผลญาณ
เมื่อสังขารขันธ์ดับได้แล้ว ความเป็นตัวตนจักมีไม่ได้ เพราะไม่ได้เข้าไป เพื่อปรุงแต่ง ครั้นเมื่อความปรุงแต่งขาดไป ความทุกข์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
 
๑. จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับอารมณ์ทั้งสิ้นเป็น สมุทัย
๒. ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก อันได้รับความกระทบกระเทือน
จากอารมณ์นั้นเป็น ทุกข์
๓. จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็น มรรค
๔. ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็น นิโรธ

 

เป็นอสังขตธรรมไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ว่างเปล่า
เป็นแดนอมตะ
ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีตาย

 
 
 
 
 
หน้าแรก | เจ้าแม่กวนอิม | แนะนำวัด | ถาม-ตอบ | ชมรม ๑๐๙ วัด |