หลวงพ่อเงิน

 

 

หลวงพ่อเงิน เกิดที่บ้านบางคลาน หมู่ที่ ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตรตรงกับสมัยรัชกาลที่๑ แห่งรัตนโกสินทร์ สำหรับวันเกิดของท่านนั้นไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดยืนยันได้แต่จากการสอบถามกับปีที่ท่านอุปสมบทแล้ว น่าเชื่อได้ว่า ท่านเกิดในปี พ.ศ. ๒๓๕๑ ค่อนข้างจะแน่นอน คุณลุงแปลก สุขนวล ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่ทันรับใช้หลวงพ่อบอกว่า ท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน ๑๐ ปีมะโรง พ.ศ.๒๓๕๑ และมรณภาพเมื่อวันศุกร์ เดือน ๑๐ แรม ๑๑ค่ำปีมะแม เวลา ๐๕.๐๐ น. ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๖๒ รวมอายุได้๑๑๑ ปี ๙๐ พรรษา (ถ้าหากเกิดในปีฉลู จะมีอายุเพิ่มขึ้นอีก ปี เป็น ๑๔๔) สำหรับวันเกิดของท่าน หากมีหลักฐานอื่นใดที่เป็นลายลักษณ์อักษรยืนยันได้แน่นอนก็จะทำให้ทราบอายุของท่านที่แท้จริงได้ถูกต้อง
หมายเหตุ หลวงพ่อเงิน วัดคงคาราม หลวงพ่อเงิน วัดท้ายน้ำ และ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน (วัดหิรัญญาราม) คือองค์เดียวกัน

ชาติภูมิ
บิดาของหลวงพ่อเงินเป็นชาวบางคลาน มารดาเป็นคนบ้านแสนตอ อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร มีพี่น้องทั้งสิ้นรวม คน ดังนี้
(๑) ตาพรหม เป็นพี่ชายคนโต
(๒) ยายทับ (ไม่ทราบนามสกุล)
(๓) ตาทอง หรือ ตาภุมรา
(๔) หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ
(๕) ตาหลำ (ไม่ทราบนามสกุล)
(๖) ยายรอด (ไม่ทราบนามสกุล)
เมื่อหลวงพ่อเงินอายุได้ ขวบ ตาช้างซึ่งเป็นลุงของหลวงพ่อเงินได้นำเอาหลวงพ่อไปเลี้ยงไว้ที่กรุงเทพฯ ด้วย ต่อมาเป็นวันเดือนปีใดไม่ทราบ หลวงพ่อเงินได้บรรพชาเป็นสามเณร วัดตองปุ (ปัจจุบันคือวัดชนะสงคราม จังหวัดพระนคร) เมื่ออายุ๑๒ ขวบ แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นอุปัชฌาย์ พออายุได้ ๒๐ ปี บิดา มารดา และบรรดาญาติพี่น้องมีความประสงค์จะให้หลวงพ่ออุปสมบท แต่หลวงพ่อไม่ยอมบวช เพราะเกรงว่าอายุของท่านจะไม่ครบบริบูรณ์จริงบรรดาญาติก็อนุโลมตาม จนกระทั่งหลวงพ่ออายุได้ ๒๒ ปี ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๗๓ และได้กำหนดวันอุปสมบทในปีนี้
จากปีที่อุปสมบทดังกล่าวนี้เอง ทำให้ค่อนข้างแน่ใจว่าท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๑ ซึ่งเชื่อถือได้มากกว่าปีอื่น ๆ

อุปสมบท
ก่อนที่หลวงพ่อเงินจะบวชเป็นพระ ท่านได้สึกจากการเป็นสามเณรเมื่ออายุครบ ๑๐ ปี และได้กลับไปสู่บ้านเกิดเมืองนอนคือจังหวัดพิจิตร ระหว่างที่สึกออกมานี้ ด้วยความที่เป็นวัยฉกรรจ์ ท่านได้ไปชอบพอกับสาวชาวบ้านชื่อ เงิน เช่นเดียวกัน แต่ด้วยมิใช่เนื้อคู่ จึงทำให้ต้องแคล้วคลาดจากกัน มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อครั้งที่ท่านไปมาหาสู่ที่บ้านสาว ตอนขึ้นบ้าน ชั้นบันไดเกิดหักขึ้นมา ทำให้ท่านตกบันได หลวงพ่อเงินจึงคิดความละอายและไม่ได้ไปหาสาวคนนั้นอีกเลย
การอุปสมบทของหลวงพ่อนั้น ไม่ทราบแน่ชัดว่าทำกันที่กรุงเทพฯ หรือที่อำเภอบางคลานปกติจะอุปสมบทใกล้บ้าน ในหมู่เครือญาติ โดยหลักการปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อน่าจะบวชที่บ้านเกิดมากกว่าเข้าไปบวชในกรุงเทพฯ ซึ่งไกลจากบิดามารดาและญาติพี่น้อง ระหว่างที่ท่านบรรพชาเป็นสามเณรนั้น ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนภาษาบาลีจนแตกฉานพอสมควร เมื่ออุปสมบทแล้วก็ได้เดินทางกลับไปศึกษาเพิ่มเติมอีก รวมทั้งด้านวิปัสสนาธุระด้วยประมาณ ๓-๔ ปี พอดีคุณปู่ป่วยหนัก จึงถูกตามตัวกลับอำเภอโพทะเล หลังจากนั้นไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่า ท่านได้เดินทางกลับไปกรุงเทพฯ เพื่อศึกษาเพิ่มเติมอีกหรือไม่

ชีวประวัติที่คลุมเครือ
เมื่อท่านกลับไปอำเภอบางคลานแล้ว ขณะนั้นก็คงมีอายุราว ๒๕-๒๖ ปี ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดคงคารามเป็นเวลาประมาณ ปี ซึ่งอุปนิสัยของทานเข้ากับอาจารย์โห้ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดคงคามในขณะนั้นไม่ได้ เพราะอาจารย์โห้เป็นพระที่พูดเสียงดัง เอะอะโวยวายไม่เหมือนกับท่านเป็นพระสันโดษ ใฝ่วิปัสสนา จึงแยกตัวออกไปตากวัดคงคาราม ตอนนี้หลักฐานได้จากการสอบถามผู้สูงอายุที่ยังมีชีวิตอยู่ที่บ้านท้ายน้ำหลายท่านในขณะนี้เช่น ลุงเลียบ พูลชัยนาท อายุ๘๗ ปี และ ลุงโพธิ์ สุจริต อายุ ๘๗ ปี ท่านยืนยันว่าหลวงพ่อเงินท่านมาอยู่ที่วัดท้ายน้ำก่อนไปอยู่ที่วัดบางคลานแน่นอน ท่านมาอยู่ที่วัดท้ายน้ำเป็นเวลานานมาก ก่อนที่จะย้ายไปวัดวังตะโกหรือวัดบางคลานในปัจจุบัน
ขณะที่จำพรรษาอยู่ที่วัดท้ายน้ำ ได้อยู่ร่วมกับหลวงพ่อเขียว ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำในขณะนั้น หลวงพ่อเขียวเป็นคนแถบอยุธยา เป็นผู้ที่เรืองวิชาอาคมเช่นเดียวกับหลวงพ่อเงินเดิมทานอาศัยอยู่ที่แพริมน้ำใต้ต้นโพธิ์หน้าวัด เมื่อหลวงพ่อเงินมาอยู่ด้วยใหม่ ก็ลงไปอยู่ที่แพแต่อยู่กันคนละห้อง ต่อมาเมื่ออาคารถาวรของวัดท้ายน้ำเสร็จ ท่านจึงได้ขึ้นมาอยู่ในบริเวณวัด หลวงพ่อเงินได้สร้างถาวรวัตถุไว้ในบริเวณวัดท้ายน้ำมากมาย เช่น ศาลา โบสถ์ หอระฆัง สิ่งก่อสร้างของท่านทำด้วยไม้ แต่กาลเวลาทำให้ชำรุดทรุดโทรมลงไป ตอนสร้างโบสถ์มีหลวงพ่อองค์อื่นที่มีชื่อเสียงมาร่วมด้วยมากมาย เช่น หลวงพ่ออินทร์ วัดพังน้อย หลวงพ่อเทียน วัดหนองดง หลวงพ่อเทียนนี้เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กับหลวงพ่อเงิน คือไปเรียนวิชามาจากหลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่าด้วยกัน หลวงพ่อโพธิ์เป็นพระมอญเดิมอยู่ที่บ้านเนินมะขวิด จังหวัดปทุมธานี หลวงพ่อเงินขณะอยู่ที่วัดท้ายน้ำ ท่านไม่ต้องการตำแหน่งใด ทั้งสิ้น คือ เพียงมาอาศัยอยู่ในฐานะลูกวัด แต่ก็มีผู้เลื่อมใสท่านากกว่าพระองค์อื่น ในวัด ท่านสนิทสนมกับกลวงพ่อเขียวมากผู้เฒ่าในหมู่บ้านท้ายน้ำหลายท่านซึ่งมีชีวิตอยู่ในขณะนี้สามารถยืนยันเกตุการณ์ในอดีตได้เป็นอย่างดี ที่ว่าประวัติคลุมเครือก็เพราะหลวงพ่อเงินมีอายุยืนยาวมาก ถ้าท่านออกจากวัดคงคารามเมื่ออายุก่อน๓๐ ปี แล้วท่านจะไปอยู่ที่ใดจึงมาอยู่ที่วัดท้ายน้ำเอาเมื่ออายุเกือบ ๘ ปี ลุงเลียบ พูลชัยนาท บอกว่า หลวงพ่อเงินมาอยู่วัดท้ายน้ำเมื่อท่านยังเป็นเด็ก และจากไปอยู่วัดบางคลานเมื่อท่านอายุได้ประมาณ ๑๕ ปี ปัจจุบันท่านอายุ ๘๗ ปี แสดงว่าหลวงพ่อเงินจากวัดท้ายน้ำไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๗ นั่นเอง และไปอยู่วัดบางคลานอีกไม่กี่ปีก็สิ้นบุญ ท่านยืนยันอย่างนั้น มีทัศนะเดียวที่เป็นไปได้ก็คือ เมือท่านจากวัดคงคาราม นำต้นโพธิ์มาปลูกแล้ว อาจจะ จำพรรษาอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่ง พ.ศ.๒๓๗๗ ออกจากวัดคงคาราม พ.ศ.๒๓๗๕-๒๓๗๗ อยู่วัดท้ายน้ำร่วมกับหลวงพ่อเขียว พ.ศ.๒๓๗๗-๒๔๒๗ แล้วจึงออกธุดงค์ไปที่อื่นนานถึง ๕๐ ปี แล้วจังกลับไปอยู่วัดบางคลานที่ท่านริเริ่มสร้างไว้ ที่ท่านอยู่วัดบางคลานไม่กี่ปีเพราะเนื่องจากถาวรวัตถุที่วัดบางคลานที่ท่านสร้างไว้มีน้อยมากเปรียบเทียบแล้วสู่วัดท้ายน้ำไม่ได้ข้าวของเครื่องใช้ของท่านก็มีหลงเหลืออยู่ที่วัดท้ายน้ำมากวัดบางคลานถูกทิ้งร้างมานาน พ.ศ.๒๓๗๕-๒๓๗๗ อยู่วัดท้ายน้ำร่วมกับหลวงพ่อเขียว พ.ศ.๒๓๗๗ ออกจากวัด เมื่อหลวงพ่อเงินย้ายกลับไปอยู่วัดบางคลานในระยะสุดท้ายของชีวิต ท่านไม่ได้ทอดทิ้งวัดท้ายน้ำและวัดคงคาราม ท่านยังกลับมาช่วยบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุต่าง ๆ ด้วย เมื่ออาจารย์โห้ให้เจ้าอาวาสวัดคงคารามสิ้นแล้ว ท่านก็ยังกลับไปสร้างศาลาให้วัดคงคารามอีก นอกจากนี้ท่านยังเดินทางไปวัดท้ายน้ำบ่อย ๆ สมัยก่อนไม่มีถนนหนทางสะดวกอย่างทุกวันนี้ มีข่างเล่ากันว่า บางครั้งหลวงพ่อเงินเดินทางจากวัดท้ายน้ำกลับไปวัดบางคลาน ท่านยังหลงอยู่ในป่าเป็นเงลานาน เพราะสมัยก่อนเป็นป่าดงดิบจริง ๆ ไม่ใช่ทุ่งนาอย่างในสมัยนี้ ระยะทางระหว่าง วัดนี้ ถ้าหากวัดระยะทางเป็นเส้นตรง ก็จะได้ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร
 
ลำดับเจ้าอาวาส
1. หลวงพ่อเขียว เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำองค์แรกซึ่งมีวิทยาคมสูงมากท่านหนึ่งมีชีวิต
ร่วมสมัยกับหลวงพ่อเงิน
2. หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ  
3.  พระครูวัตตสัมบัน
4. พระปลัดชุ่ม
5. พระครูวิจิตรวุฒิกร (น้อย ฐานุตฺตโร) เจ้าคณะอำเภอโพทะเล สัญญาบัตรชั้นเอก
 
 กระดูกหลวงพ่อเงินกลายเป็นพระธาตุ
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักกับคุณสะท้าน นาคเมือง คนพิจิตรโดยกำเนิด ปัจจุบันไปประกอบอาชีพทางภาคเหนือ เมื่อได้ทราบว่า ข้าพเจ้าอยากทราบประวัติและประสบการณ์เกี่ยวกับมรดกวัตถุของหลวงพ่อเงิน คุณสะท้านก็ยินดีนำออกมาให้ชม สิ่งที่คุณสะท้านได้รับมอบจำคุณแม่ ก็คือ พระธาตุของหลวงพ่อเงิน คุณแม่มาตอนเผาหลวงพ่อ เห็นชาวบ้านกำลังรุมแย่งอัฐิกันอยู่จึงเก็บมาได้ ชิ้น ตอนแรกเขาเข้าใจว่าเป็นฟันของหลวงพ่อ ได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เพราะสิ่งเหล่านี้ได้เคยช่วยชีวิตเขามาหลายครั้งแล้ว
พระธาตุมีด้วยกัน ชิ้น ถูกแบ่งไปให้ญาติ ชิ้น ปัจจุบันตกอยู่กับคุณพายพ ผอบเหล็ก ทนายความในจังหวัดพิจิตร เกี่ยวกับอภินิหารของพระธาตุนั้นมีมาก เขาเคยถูกยิงจนรถปิกอัพพรุนไปทั้งคัน กระสุนปืนยังปรากฏเป็นรอยช้ำที่บริเวณหน้าอกถึง รอย แต่ไม่เข้า นอกจากนี้ยังมีเศษไม้เท้าของหลวงพ่อเงิน ซึ่งตัดแบ่งกันมาหลายทอดแล้ว เขามีอยู่เพียง แว่นเท่านั้น ดูจะเป็นไม้เท้าที่ทำมาจากเถาวัลย์ขนาดเชื่อง ๆ ไม้เท้านี้ได้ขอแบ่งจากกำนันปุ้น พิงไชย เศษไม้เท้านี้ก็มีความขลังไม่น้อย เคยมีผู้ฉีกแล่งเอามาผูกกับหางไก่ชนเอาเข้าไปตีคู่ต่อสู้จะยิงแทงไม่เข้าเลยสักแผล เป็นที่อัศจรรย์ ทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนและคณะค้นคว้า ปรับปรุง เรียบเรียง เกี่ยวกับวัดหลวงพ่อเงิน หลวงพ่อเงินเป็นเถราจารย์ที่มีชื่อเสียงมาก และเป็นผู้ที่รู้จักของคนทั่วประเทศ ข้าพเจ้าเองก็คุ้นกับชื่อเสียงของท่านมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และได้ให้ความเคารพต่อท่านตลอดมา จนกระทั่งเมื่อประมาณปี ๒๕๑๘ จึงได้เริ่มศึกษาค้นคว้าประวัติของท่านอย่างละเอียด
ประการแรก หลวงพ่อเงินไปฝึกตำราทางไสเวทย์ และการเจริญวิปัสสนามาจากที่ใดการบวชเรียนตั้งแต่ครั้งเป็นสามเณรและพระภิกษุขณะที่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดชนะสงครามในกรุงเทพฯ ก็คงจะไม่ทำให้ท่านเชี่ยวชาญมากถึงขนาดนั้น ฉะนั้นมีทางเป็นไปได้กรณีเดียวคือ หลักฐานที่ท่านมาจากวัดคงคาราม มาตั้งสำนักสงฆ์ของท่านที่วัดบางคลานเป็นการชั่วคราวโดยจำวัดอยู่ที่นั่นเพียงองค์เดียวระยะหนึ่งแล้วท่านก็มาจำพรรษาวัดท้ายน้ำและจากนิวาสสถานไปธุดงค์เพื่อฝึกจิต และเจริญกรรมฐานในที่ต่าง ๆ ในช่วงนี้แหละที่ท่านได้รู้จักกับหลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อเงินจะธุดงค์ไปทางจังหวัดสิงห์บุรีหรือชัยนาทด้วยหรือเปล่าไม่มีใครทราบ หรือหลวงพ่อทั้ง องค์จะพบกันรู้จักกันที่ใดไม่มีใครบอกได้ เชื่อได้ว่า ท่านต้องรู้จักกันมาก่อน เพราะผู้ที่เคยทราบประวัติหลวงพ่อศุขได้ให้คำยืนยันว่า หลวงพ่อเงินเคยให้คาถาแก่หลวงพ่อศุขไว้ด้วย เพราะมีหลักฐานเป็นเอกสารระบุว่า หลวงพ่อวัดท่านั่งได้ให้พระคาถานี้ไว้หลวงพ่อวัดท่านั่งก็คือ หลวงพ่อเงินวัดท้ายน้ำนั่นเอง ในสมัยก่อนบ้านท่านั่งและบ้านบางคลานเป็นคนละหมู่บ้าน แต่ในปัจจุบันบางคนก็เรียกรวมกันไปเลยคือ ท่านั่งบางคลาน ตำแหน่งเจ้าคณะตำบลในปัจจุบันก็ยังคงเรียกเจ้าคณะตำบลท่านั่งบางคลานอยู่ในขณะนี้
สรุปได้ว่า หลวงพ่อต้องใช้เวลาไปฝึกปฏิบัติธุดงค์ธุระเป็นเวลานานเกือบ ๕๐ ปี ก่อนที่จะมาอยู่ที่วัดท้ายน้ำและย้ายไปอยู่ที่วัดบางคลานอีกครั้งเป้นวาระสุดท้าย และนาการธุดงค์ของท่านนี่แหละ ที่ทำให้หลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่ารู้จักท่าน และได้แนะนำให้กรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ มาถวายตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเงินได้ถูกต้อง
ประการที่สอง จากการสอบถามผู้สูงอายุในบ้านท้ายน้ำทราบว่า หลวงพ่อเงินแม้จะเกิดที่บ้านบางคลานก็จริง แต่ท่านก็มีญาติโยมอยู่ที่วัดท้ายน้ำมาก ในบั้นปลายชีวิตถึงได้หลับมาอยู่ที่วัดท้ายน้ำ และสร้างถาวรวัตถุมากมายหลายอย่างได้เป็นหลักฐาน ท่านได้ใช้เวลาอยู่ที่วัดท้ายน้ำมากกว่า ๑๐ ปี ก่อนที่จะกลับไปอยู่วัดบางคลานในบั้นปลายชีวิต
การที่ข้าพเจ้าหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเขียน เพาะต้องการชี้ให้เห็นว่า หลวงพ่อเงินไม่ใช่เป็นพระของวัดใด โดยเฉพาะท่านเป็นพระของทุกวัดที่ท่านเคยอยู่มาก่อนนั่นแหละ เช่น วัดคงคาราม วัดท้ายน้ำ วัดบางคลาน และท่านก็ได้ช่วยเหลือบูรณะ รวมทั้งสร้างถาวรวัตถุให้แก่ทุกวัด แม้แต่วัดคงคาราม ท่านก็ได้กลับไปสร้างศาลาให้ ฉะนั้น ท่านจึงไม่ใช่หลวงพ่อของวัดหนึ่งวัดใดโดยเฉพาะแน่นอน
ประการที่สาม เรื่องมงคลวัตถุของทานนั้น ต้องศึกษาให้กว้างและสอบถามให้มากจะได้ข้อเท็จจริงที่ดีที่สุด ยิ่งผู้ที่ให้ข้อมูลมีชีวิตทันเห็นทันรับใช้หลวงพ่อเงินด้วยแล้ว ยิงน่าเชื่อถือได้มาก สำหรับพระเครื่องหลวงพ่อเงินเนื้อทองเหลืองนั้น ได้มาสร้างกันในบั้นปลายอายุขัยของท่านแล้ว แต่ก่อนท่านมีชื่อทางน้ำมนต์ และน้ำมนต์ทางแพทย์แผนโบราณ เครื่องรางต่าง ๆ ไม่ขัดศรัทธาผู้อื่น ใครขอให้ทำอะไร ถ้าทำได้เดี๋ยวนั้นก็ทำให้ทันทีตรงนั้นเลย ไม่ต้องมานั่งรอมานัดวัดเวลาในภายหลัง คุณลุงเลียบ พูลชัยนาท ได้เล่าให้ฟังว่า ลุงสระ หมื่นรอด คนบ้านท้ายน้ำ (ปัจจุบันวายชนม์ไปแล้ว) ก็หนังเหนียวยิงไม่ออก ฟันไม่เข้าเหมือนกัน เป็นศิษย์หลวงพ่อเงินทั้งนั้น
ประการที่สี่ เรื่องพระเครื่องรูปหล่อลอยองค์ (ชาวบ้านเรียกหลวงพ่อเงินองค์กลม) ได้ร้างที่วัดท้ายน้ำนี่เอง เดิมไม่ทราบว่าผู้ใดสร้างมาให้ แต่ครั้งที่ ๒ หลวงพ่อพิธผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชาย และได้รับใช้หลวงพ่อเงินอยู่ที่วัดท้ายน้ำในขณะนั้น ได้สร้างรูปหล่อลอยองค์พิมพ์ขี้ตามมาครั้งหนึ่ง ให้หลวงพ่อเงินปลุกเสกให้ หลวงพ่อพิธไม่ได้ร่วมปลุกเสกด้วยเพราะยังเป้นพระหนุ่มอยู่ อีกองค์หนึ่งที่ได้สร้างหลวงพ่อเงินพิมพ์รูปหล่อลอยองค์เช่นกัน ได้แก่ หลวงพ่อฟุ้ง ทานเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ก็ได้ไปสร้างมาให้หลวงพ่อเงินปลุกเสก ฉะนั้นรูปหล่อจึงมีการสร้างหลายคราวและมีหลายพิมพ์

ศิษย์ของหลวงพ่อเงิน
หลวงพ่อเงินมีศิษย์ลูกหามากมาย ที่มีชื่อเสียงมากก็ได้แก่ หลวงพ่อพิธ วัดระฆัง หลวงพ่อนวล วัดหาดมูลกระบือ หลวงพ่อน้อย วัดคงคาราม หลวงพ่อฟุ้ง วัดปากน้ำ หลวงพ่อไป๋ วัดท่าหลวง หลวงพ่อขำ วัดโพธิ์เตี้ย และหลวงพ่อปุย วัดปากลัด เป็นต้น ลูกศิษย์แต่ละองค์ของทานได้สร้างของขลังมีชื่อเสียงโด่งดังทั้งสิ้น ความศักดิ์สิทธิ์ของตะกรุดหลวงพ่อเงินนั้นเถราจารย์องค์อื่นเทียบได้ยาก ลูกศิษย์ที่ได้รับวิชามาก็สามารถสร้างได้ขลังทุกองค์

พระเครื่องของท่านกันปักเป้ากัดได้
แถบลำน้ำยมในสมัยก่อนมีปลาปักเป้าชุมมาก เป็นที่หวั่นเกรงของชาวบ้านที่ลงไปอาบน้ำแถบนั้นมาก เมื่อมีศิษย์สร้างพระเครื่องเป็นรูปตัวท่านมาถวาย เวลาท่านแจกชาวบ้านท่านจะกำชับว่า เอาไปไว้ใช้กันปักเป้ากัดได้ ถ้าของท่านไม่มีดีคงไม่กล้าพูดอย่างนี้กับชาวบ้านเป็นแน่

เครื่องรางของขลังของหลวงพ่อเงิน
ข้าพเจ้าได้ถามลุงเลียบว่า ในสมัยก่อนนั้น หลวงพ่อเงินสร้างเครื่องรางของขลังอะไรไว้บ้างที่เป็นที่นิยมของลูกศิษย์ ลุงเลียบบอกว่า มีตะกรุดกับน้ำมนต์เสก ของสองอย่างนี้เชื่อถือได้แน่นอน นอกจากนี้ก็ยังมีน้ำมนต์ที่ขลังมาก คนนิยมมารดกันเป็นร้อยทีเดียว สำหรับพระเครื่องรูปหล่อกลมและแบบนั้น มาสร้างกันภายหลังแล้ว ทำบุญ ๑ บาทก็จะได้ ๑ องค์

หลวงพ่อเงินกับสมเด็จพุฒาจารย์โต
พระเถระนามอุโฆษ องค์นี้ ได้ไปร่ำเรียนหาความรู้จากวัดตองปุ (วัดชนะสงคราม) ด้วยกันทั้งคู่ สมเด็จพระพุฒาจารย์โตมีอายุแก่กว่าหลวงพ่อเงิน ๒๐ ปี คือ ท่านชาตะเมื่อ พ.ศ.๒๓๓๑ หลวงพ่อเงินชะตะเมือ พ.ศ.๒๓๕๑ สมเด็จพระพุฒาจารย์โตสิ้นชีพตักษัยเมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๑๕ นั้นหลวงพ่อเงินอายุได้ ๖๕ ปีพอดี
ที่แน่นอนก็คือ หลวงพ่อเงินเป็นศิษย์ผู้น้อง แต่จะเป็นศิษย์โดยตรงของสมเด็จโตหรือไม่ไม่มีหลักฐานใดระบุไว้ ชาวบางคลานก็ไม่เคยได้ยินหลวงพ่อเงินพูดถึง
วัดตอบปุ เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจำพรรษาอยู่มากในยุคนั้น ส่วนใหญ่เป็นพระมอญ และวัดนี้ก็มีชื่อเป็นภาษามอญมาแต่เดิมตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา และชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ไปเรียกว่า วัดกลางนา มาตั้งดั้งเดิมอยู่แล้ว
 
การถ่ายรูปหลวงพ่อเงิน
ข้าพเจ้าผู้รวบรวมประวัติของหลวงพ่อเงินนี้ขอยืนยันว่า รูปหลวงพ่อเงินที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ถ่ายขึ้นที่วัดท้ายน้ำอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลที่พิจารณาได้เป็นหลักใหญ่ ประการ คือ
๑.รูปหลวงพ่อเงิน ถ่ายบนที่นั่ง พัดยศประดับด้านหลัง
๒.อันนี้เป็นความลับ ซึ่งทางวัดไม่อยากเปิดเผย แต่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ ที่รองนั่งนั้นเป็นสมบัติของหลวงพ่อเงินขณะที่ยังอยู่ที่วัดท้ายน้ำ ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยดีมาก

 

หลวงพ่อสร้างโบสถ์ที่วัดท้ายน้ำ
หลวงพ่อเงินได้สร้างโบสถ์ที่วัดท้ายน้ำ ๑ หลัง เป็นโบสถ์ไม้ทั้งหมดหลังคากระเบื้องดินเผา โบสถ์หลังนี้มีเกจิอาจารย์ที่เรืองเวทย์จากที่อื่น ๆ มาร่วมสร้างด้วย เช่น หลวงพ่ออินทร์ หลวงพ่อเทียน และที่หน้าบรรณโบสถ์ของหลวงพ่อ ท่านก็แกะสลักด้วยตนเองทั้งหมด เป็นลวดลายกนกและรูปครุฑยุคนาค ลุงเลียบ พูลชัยนาท ซึ่งปัจจุบันอายุ ๘๗ ปี ได้เล่าให้ฟังว่า ตรงหน้าบรรณจะมีคาถาของหลวงพ่อเงินสลักอยู่ด้วย ท่านสลักของท่านเอง เป็นตัวหนังสือดุนนูน ลุงเลียบ เคยท่องได้ แต่ปัจจุบันลืมคาถานี้หมดแล้ว
ลุงเลียบ พูลชัยนาท ปัจจุบันเดินไม่ไหวแล้ว ข้าพเจ้าไปขอสัมภาษณ์ก็ต้องคลานออกมาจากมุ้ง มานั่งคุย หูตาก็ไม่ดีมองไม่ค่อยเห็น พูดไม่ค่อยได้ยิน แต่ก็ยังกรุณาเล่าให้ฟังเท่าที่ยังจำได้อยู่
แรงงานที่สำคัญที่ช่วยสร้างโบสถ์คือ นายมี กับ นายน้อย ชาวบ้านบางคลานนั่นเองพอโบสถ์เสร็จก็มีการฉลอง โดยมีพระเถระจากวัดอื่นมาร่วมอนุโมทนาด้วยมากมายและในช่วงนี้เองที่ได้มีการถ่ายรูปพระเถราจารย์ต่าง ๆ ที่นั่งอยู่บนธรรมาสน์ของหลวงพ่อเงิน โดยมีพัดยศประดับอยู่ทั้งสองข้าง

การก่อสร้างของหลวงพ่อเงินวัดท้ายน้ำ
ท่านได้ก่อสร้างถาวรวัตถุหลายอย่าง อาทิเช่น
(๑) อุโบสถหลังเก่า ทั้งช่อฟ้าใบระกาหลวงพ่อท่านเป็นผู้เขียนลวดลายเองเดี๋ยวนี้ก็ยังปรากฏอยู่
(๒) หอระฆังแบบทรงไทย ช่อฟ้าใบระกานั้น หลวงพ่อท่านลงมือทำเองพร้อมกับทายกในสมัยนั้น
(๓) หอสวดมนต์หรืกุฏิ และที่ต้อนรับแขกอยู่มาสมัยปี ๒๔๙๐ (เดี๋ยวนี้รื้อไปเสียแล้ว)
(๔) กุฏิเรือนแพจอดอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์หน้าวัดท้ายน้ำ ในสมัยนั้นหน้าแล้งช้างจะข้ามฟากมา น้ำจะมิดหลังช้าง
(๕) ศาลาการเปรียญหลังเก่า ท่านก็ได้สร้างไว้ (เดี๋ยวนี้รื้อไปเลียแล้ว)
(๖) ศาลาปรก หรือฌาปนสถาน
(๗) ตะลุงช้างของหลวงพ่อเงิน ทางวัดเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ ตามหลักฐานปรากฏว่าหลวงพ่อเงินท่านมีช้างถึง เชือก ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของหลวงพ่อเงินมาก เพระใช้สำหรับเป็นพาหนะไปบวชนาคทั่วไปในอำเภอ เป็นที่รู้จักในปัจฉิมวัยของท่านว่า ได้ใช้ช้างเป็นพาหนะเดินทางมาโดยตลอด

 

รูปหล่อจำลองสัมฤทธิ์วัดเก่าหลวงพ่อเงิน
เมื่อราวเดือนใดปีใดไม่ปรากฏได้มี ท่านปลัดชุ่ม ปทุมโม อดีตเจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำได้ปรึกษาหารือกับบรรดาทายก แบะคณะกรรมการวัดว่า หลวงพ่อเงินขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้มาอยู่ที่วัดท้ายน้ำเป็นนิตย์ คืออยู่มากพอ ๆ กับวัดวังตะโก ท่านยังเคยปรารภกับญาติโยมแถบนั้นว่า วัดท้ายน้ำนี้มันดี คำพูดนี้ท่านยังเคยกล่าวอยู่เสมอ ๆ และท่านยังเคยก่อสร้างเสนาสนะไว้หลายอย่าง อาทิเช่น ช่อฟ้าพระอุโบสถ ท่านก็เป็นผู้แกะเอง และหอระฆังที่พังไปแล้วท่านก็เป็นผู้เขียนลวดลายเอง บางครั้งขณะที่ท่านกำลังแกะวัตถุดังกล่าวอยู่นั้น ท่านเคยถามบรรดาญาติโยม และทายกทายิกาเหล่านั้นว่า ของของข้าสวยไหม บรรดาบุคคลใกล้ชิดเหล่านั้นก็ต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า สวยมาก ท่านหัวเราะชอบใจ และกุฏิหอสวดมนต์นั้น หลวงพ่อท่านก็ไปมามิได้ขาดเลย และสิ่งของที่หลวงพ่อโปรดปรานมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ช้างที่ข้างหอระฆังหลังเก่านั้น ยังมีตะลุงช้างปรากฏอยู่ถึงเวลานี้ ช้างที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าชื่อช้างนบ ช้างแหนบ เท่าที่กล่าวมานี้ก็แสดงว่า หลวงพ่อท่านได้สร้างวัดท้ายน้ำด้วย เมื่อคณะกรรมการเห็นเหตุการณ์ดังที่กล่าวมานี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลวงพ่อเงินอยู่มาก จึงได้ปรึกษาหารือกันขึ้น เมื่อคณะกรรมการตกลงกันแล้ว ได้ไปจ้างช่างทองสุข เป็นนายช่างใหญ่และตกลงราคากันเป็นเงิน๕๐๐ บาท ช่างทองสุขจึงเดินทางไปวัดวังตะโก พอไปถึงก็ลงมือปั้นหุ่นหลวงพ่อเงินกันทันที โดยไม่ได้บอกเล่าอะไรต่าง ๆ กับหลวงพ่อ ปรากฏว่า การปั้นหุ่นครั้งที่ ไม่เหมือนรูปเดิม ช่างเลยลบรูเดิมใหม่แล้วลงมือปั้นครั้งที่ ก็ยังไม่เหมือนอี พอดีคูนโยมผึ่ง (ไม่ทราบนามสกุล) ได้แนะนำนายช่างว่าควรทำอย่างนี้ คือต้องใช้หัวหมู หัว เครื่องกระยาบวช สำรับ บายศรีซ้ายและชวา บอกเล่าให้เรียบร้อยเสียก่อน นายช่างทองสุขก็ทำตามที่โยมผึ่งแนะนำทุกประการ การปั้นหุ่นหลวงพ่อเงินครั้งที่๓ นี้จึงสำเร็จตามความประสงค์ คือเหมือนรูปเดิมอย่างกับพิมพ์เดียวกัน ให้คณะกรรมการที่วัดดูก็เห็นพ้องต้องกันว่าเหมือนแน่ แล้วจึงนำหุ่นหลวงพ่อลงเรือมาปากน้ำ จานนั้นจึงจัดกระบวนแห่เป็นการใหญ่ ทั้งประชาชนชาวบ้านท้ายน้ำตลอดทั้งเด็กและผู้ใหญ่พอมาถึงที่วัดท้ายน้ำก็กำหนดการหล่อ นายช่างได้นำเศษทองที่เหลือจากการหล่อที่วัดวังตะโกเพราะเศษทองยังมีเหลืออยู่มากจึงได้นำมาผสมหล่อรูปหลวงพ่อเงินวัดท้ายน้ำ (วัดเก่าหลวงพ่อเงิน) อภินิหารของหลวงพ่อเงินที่จำลองไว้ที่วัดท้ายน้ำ หรือความศักดิ์สิทธิ์ของรูจำลองของหลวงพ่อเงินนั้นทุก ๆ วันจะมีประชาชนทั้งใกล้และไกลมานมัสการ หรือมาปิดทองโดยทั่วกันไม่เว้นแต่ละวัน พอถึงเทศกาลไหว้พระ หรือมีงานประจำปีทุกครั้งสามารถทำรายได้ไว้บำรุงวัดท้ายน้ำเป็นจำนวนมาก เป็นที่พึ่งทางใจของประชาชนได้ดี

 

ความศักดิ์สิทธิ์ของต้นโพธิ์หน้าวัดท้ายน้ำ
พูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของต้นโพธิ์ ถึงนะไม่ใช่ต้นโพธิ์ตรัสรู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่งประทับก็ตามเถิด เพราะความศักดิ์สิทธิ์และมีอภินิหารพอสมควรเท่าที่ได้พบมา และได้ทราบมาว่าต้นโพธิ์ต้นนี้เกิดก่อนวัดท้ายน้ำเสียอีก คล้ายกับว่าเป็นของคู่วัดท้ายน้ำมาเลย ก่อนตั้งวัดท่านผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าลือต่อกันมาว่า ตอนมาสร้างวัดใหม่ ๆ ก็แลเห็นจ้นโพธิ์ต้นนี้สูงราว ๆ๕ เมตรมีใบดกเป็นพุ่มสวยงามมาก บริเวณใต้ต้นโพธิ์ก็สะอาด ต่อมาการก่อสร้างวัดท้ายน้ำก็คือหน้ามี กุฏิ ศาลา หอสวดมนต์ แพที่อาศัยของสมภาร (สมัยแรกเรียกอย่างนั้น) เป็นหลักฐานติดต่อกันมาเป็นลำดับ และต่อมาอีกครั้งหนึ่งจะเป็นวันเดือนปีอะไรไม่ปรากฏ วัดท้ายน้ำมีสมภารชื่อหลวงพ่อเขียว ท่านเป็นผู้เปรื่องปราชญ์ไปด้วยความรู้ และเรืองวิชาทางไสยศาสตร์มาก ท่านมาอยู่ที่กุฏิเรือนแพ ใต้ต้นโพธิ์หน้าวัด และท่านยังริเริ่มเปิดสอนหนังสือไทยให้แก่เด็ก ๆ ที่หาคนสอนหนังสือไม่ได้ ส่วนหลวงพ่อเงินท่านไป ๆ มา ๆ เพาะเหตุว่าญาติโยมของทานอยู่แถบนี้มาก เมื่อท่านสร้างวัดวังตะโก (หรือวัดหิรัญญาราม) เสร็จแล้ว ท่านยังไปมาหาสู่ที่วัดท้ายน้ำอยู่เสมอ เพราะมีความสนิทชิดชอบกับหลวงพ่อเขียว เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ สมัยที่ท่านมาที่วัดนี้ใหม่ ๆ ท่านยังอุทานดัง ว่า ที่นี่ดีจริง ๆ ท่านยังดั้งชื่อว่า วัดช่องลม (คือวัดท้ายน้ำในปัจจุบัน) เวลาหลวงพ่อเงินมาพัก ท่านจะพักที่แพแต่อยู่รูปละห้องกับหลวงพ่อเขียว บางครั้งผู้ที่เป็นลูกศิษย์เช่าว่า หลวงพ่อเงินชวนว่าคืนนี้ไปไหว้พระจุฬามณีเจดีย์กันเถิด แล้วท่านทั้งสองก็ลงมาสู่ต้นโพธิ์นั่งเข้าสมาธิทำวิปัสสนาธุระที่ใต้ต้นโพธิ์นี้ และบางครั้งจะสอนวิปัสสนาแก่บรรดาพระเณร และประชาชนที่ใต้ต้นโพธิ์ทุกครั้ง แสดงว่าหลวงพ่อเงินทานโปรดปรานต้นโพธิ์นี้มากและเมื่อตอนที่ท่านอยู่นั้น ท่านเคยนำของมาฝังไว้ที่ใต้ต้นโพธิ์หลายอย่าง แต่ไม่ปรากฏที่แน่ชัด เพราะคนที่ลงมือฝังกับท่านนั้นต้องทำการสาบานเสียก่อนว่า จะไม่เปิดเผยให้ใครทราบเป็นหูที่สอง ถ้าบอกกับใครตาจะแตก หูจะหนวก ต้องคอยให้ถึงเวลาเสียก่อน นี่เป็นคำบอกเล่าจากผู้รู้มาจึงกล่าวได้ว่า ต้นโพธิ์ต้นนี้เป็นของคู่วัดจริง และมีความศักดิ์สิทธิ์มาก มีครั้งหนึ่งสมัยปี พ.ศ. ๒๔๘๑ นี้เอง ยังมีชาวบ้านที่มีอาชีพขายควาย ไล่ควายมาพักที่หลังวัดท้ายน้ำ ตอนเย็นเดินผ่านมาที่หน้าวัดพร้อมกับถืออาวุธปืนมาด้วย พอดีแลไปเห็นนกยางเกาะอยู่บนต้นโพธิ์ จึงยกปืนแก๊ปเล็งไปที่นก น้าวไกเสียงดังฉาด ๆ ถึง ครั้งแต่ไม่ดัง พอบ่ายกระบอกปืนไปทางอื่นก็มีเสียงดัง แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ และอีกครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง ในบริเวณวัดท้ายน้ำมีไก่ที่ชาวบ้านนำมาปล่อยถวายหลวงพ่อเงินเป็นจำนวนมาก รวมทั้งลูกไก่ นกเหยี่ยว จึงชอบมาโฉบจิกลูกไก่ไปกินจนเกือบหมด ชาวบ้านตามแถบนั้นจึงเอาปืนลูกซองมาหวังเพื่อจะยิงเหยี่ยวพอดีนกเหยี่ยวตัวนั้นบินไปเกาะที่ต้นโพธิ์หน้าวัด ชาวบ้านจึงเล็งปืนไปที่นกดังกล่าว พอได้จังหวะก็ลั่นไกฉาด ๆ ๆ แม้จะเปลี่ยนลูกใหม่แล้วปืนก็ยิงไม่ดัง ทำเอาชาวบ้านกลุ่มนั้นแปลกใจมากเหตุการณ์ต่อมามีเรือหางยาวมาผูกกับรากต้นโพธิ์แล้วลืมแก้โซ่ออก เวลาติดเครื่องปรากฏว่าจะทำอย่างไรเครื่องก็ไม่ติด เจ้าของแปลกใจ จึงปล่อยให้เรือลอยไป พอพ้นชายต้นโพธิ์ก็ติดอย่างลำบาก และเคยปรากฏอีกอย่างหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการปล้นกันขึ้นที่บ้านใต้ (หมายถึงใต้วัด) พวกปล้นนี้จะมาจากไหนไม่ทราบ แต่มาทางเรือ โดยนำเรือมาจอดที่ใต้ต้นโพธิ์ เพราะตอนนั้นมีสะพาน พวกโจรทั้งหลายก็ขึ้นบันไดที่ใต้ต้นโพธิ์ พอทำการปล้นเสร็จไม่นานพวกโจรทั้งหลายก็ถูกจับ บางคนถึงตายและบางคนที่รอดไปก็อยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดพลันที่นาคาที่อยู่นี่แสดงว่าไม่เคารพต้นโพธิ์ที่หลวงพ่อเงินและหลวงพ่อเขียวโปรดปรานมาก มีบางคนที่ไปดูหมอดูมา และถูกทำนายว่าเคราะห์ร้าย ก็มารดน้ำต้นโพธิ์บ้าง และใช้ไม้ค้ำต้นโพธิ์บ้าง ดวงชะตาก็ดีขึ้นมีความสุขขึ้น ตอนพรรษาตอนเช้า ๆ พระและเณรทุกรูปจะต้องมาทำการคารวะทุก ๆ ปีไป สามารถเป็นที่พึ่งทางใจของประชาชนได้เป็นอย่างดี (จากหนังสือของวัดท้ายน้ำเกี่ยวกับ ประวัติหลวงพ่อเงินวัดท้ายน้ำ วัดเก่าหลวงพ่อเงิน หน้า ๒๑-๒๒ พิมพ์เมื่อปี ๒๕๑๕)
 
 หลวงพ่อเงินอายุล่วงเข้าวัยชราภาพ
หลวงพ่อเงินได้มรณภาพด้วยโรคชรา อายุของหลวงพ่อเงินเมื่อได้ประมวลดูแล้ว อายุ ประมาณ ๑๑๑ ปี ทานได้มรณภาพเมื่อวันศุกร์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะแม เวลา ๐๕.๐๐ น. ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ วัดวังตะโก ตำบลบางคลาน อำเภอบางคลาน จังหวัดพิจิตร ส่วนทางคุณลุงแปลก สุขนวล เล่าว่า หลวงพ่อมรณภาพเมื่อวันศุกร์ ปีมะเมีย เดือน ๑๐ ท่านพระครูวิจิตรวุฒิกร อดีตเจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ ได้เขียนแสดงความเห็นไว้ว่า อาตมาเทียบปฏิทินแล้วไม่ตรง คุณหมอแปลกบอกว่า หลวงพ่ออายุ ๑๐๗ ปี แต่ทางอื่นได้สอบสวนแล้วว่า หลวงพ่อเงินมีอายุประมาณ ๑๑๑ ปี มีพรรษา ๙๐ ฉะนั้นอาตมาจึงสิบหาเหตุผลมาพิจารณา ถ้าใครรู้แน่นอนแล้วก็ให้นำมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่ ส่วนการมรณภาพของหลวงพ่อเงินนั้น นำความเสียใจมาสู่บรรดาญาติโยมและลูกศิษย์ของหลวงพ่อเป็นอย่างมากศพของหลวงพ่อบรรจุไว้ในหีบ เก็บรักษาไว้เป็นเวลา ปี พอครบกำหนด ปี บรรดามรรคทายกและคณะศิษยานุศิษย์ได้จัดให้มีงานแลงศพอย่างมโหฬาร ขณะเริ่มประชุมเพลิงศพยังไม่ทันจะไหม้ดีบรรดาลูกศิษย์และญาติ ๆ ได้เก็บอิฐของหลวงพ่อไปไว้สักการบูชา แม้แต่จีวรและสบงก็เก็บไปกันจนหมด เพราะเหตุว่าอัฐิหรือส่วนต่าง ในร่างกายของหลวงพ่อเงินนั้นอยู่ยงคงกระพันดีนักแล
 
 หลวงพ่อเสกใบมะขามเป็นต่อเป็นแตน
มีอยู่ครั้งหนึ่งจะเป็นวันเดือนปีใดไม่ปรากฏ มีพระอาจารย์ทองซึ่งอยู่ที่วัดใดไม่ทราบแต่ต่อมาภายหลังมาทราบที่อยู่ของท่านว่าอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่ทราบที่อยู่แน่นอนว่าอยู่ที่ไหนพระอาจารย์ทองได้ยินคำเล่าลือหรือไม่ ท่านเดินทางมาหลายวัน โดยได้นำเอาใบมะขามห่อผ้าติดตัวมาด้วย เมื่อเดินทางมาถึงวัดท้ายน้ำไม่พบหลวงพ่อเงิน จึงได้ถามพระในวัดว่า หลวงพ่ออยู่ที่ไหน ซึ่งได้รับคำชี้ แจงว่า หลวงพ่อเดินทางไปทุ่งอ่างทองหัวหนองยาวใต้ร่มไทรนั้น หนทางจากวัดท้ายน้ำไม่ไกลนัก พระอาจารย์ทองก็เดินทางต่อไปตามที่พระได้บอกไว้ เมื่อเดินทางไปถึงก็แลเห็นหลวงพ่อเงินกำลังนอนเล่นอยู่ จึงตรงเข้าไปกราบคารวะถึง ครั้ง ตามแบบอย่างการไปมาหาสู่แบบพระทั่ว ๆ ไป พระอาจารย์ทองยังไม่ทันได้กล่าวว่าอย่างไรเลย แต่หลวงพ่อเงินท่านรู้ด้วยฌานอะไรไม่ทราบท่านจึงพูดขึ้นว่า ก็ปล่อยมันไปซี่ พระอาจารย์ทองรู้สึกตกใจเพราะไม่ทราบว่าหลวงพ่อเงินรู้ได้อย่างไรว่าตนจะมาทดลอง โดยเอาใบมะขามมาปลุกเสกให้เป็นตัวต่อตัวแตน พระอาจารย์ทองจึงแก้ห่อผ้าดู ปรากฏว่าใบมะขามที่ตนห่อมานั้นกลายเป็นต่อเป็นแตนบินกันกรูไปสู่ต้นไม้ที่ชายหนองนั้นแสดงว่าหลวงพ่อเงินท่านเก่งทางเวทมนต์คาถาได้หลายอย่าง และล่วงรู้เหตุการณ์ภายหน้าได้ด้วยถ้าใครจะลิงดีท่าน ต้องแสดงให้เห็น คุณหมอพะยอมได้เล่าให้คุณหมอเย็น อิ่มสุข ฟัง คุณหมอเย็น อิ่มสุข ได้มาเล่าให้อาตมาฟังต่อ จึงได้บันทึกตามคำบอกเล่าดังนี้ (เฉพาะสิ่งปรากฏในตัวของหลวงพ่อที่วัดท้ายน้ำ
ตามคำบอกเล่าของญาติโยมที่อยู่ใกล้ชิดบอกว่า เวลาหลวงพ่อจะสรงน้ำตอนไหนก็ตามจะมีบรรดาชาวบ้านที่เป็นโรคกลาก เกลื้อน หรือเป็นผื่นคันประเภทต่าง คอยเฝ้าดู และบางคนจะตักน้ำมาให้ท่านสรง เพื่อจะคอยรองน้ำที่ใต้ถุน ขณะที่หลวงพ่ออาบอยู่ ถ้าใครได้น้ำที่พ่อหลวงพ่อใช้สรงเพียง ๒-๓ ครั้ง ก็ปรากฏว่า เกลื้อนหรือกลากเหล่านั้นจะอันตรธานไปหมดสิ้นแม้แต่เดี่ยวนี้ก็ยังมีผู้ทำกันอยู่ คือที่รูปจำลองของหลวงพ่อเงินที่วัดท้ายน้ำ
เวลานำเอารูปจำลองของหลวงพ่อเงินออกสรงน้ำในยามเทศกาลปรากฏว่าประชาชนยังลงไปรองน้ำที่ใต้ถุนเป็นจำนวนมาก เพราะเคยได้รับคำบอกเล่าจากผู้ใหญ่ถึงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์
ปรากฏที่วัดท้ายน้ำ)
 
 ความศักดิ์สิทธิ์ของชานหมากที่วัดท้ายน้ำ
คุณหมอเย็นได้เล่าให้ฟังว่า ตามปกติหลวงพี่เงินชอบฉันหมากมาก บรรดาลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดต้องตำหมากกันทุกวัน วันไหนอารมณ์ดี ตอนเย็น ๆ ท่านจะออกมานั่งที่ที่สำหรับรับแขกร้องเรียกเด็กวัดให้มาใกล้ แล้วหว่านชานหมากที่ท่านฉันนั้นให้เด็ก ๆ บรรดาเด็กเหล่านั้นก็จะเข้าแย่งกัน จนถึงขนาดต่อยกันตกใต้ถุน บางคนก็ตีกัน แต่ก็ปรากฏว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บและถ้าใครได้ชานหมากไว้ เท่าที่ได้เห็นกับตา ชานหมากของท่านนั้นเป็นทองแดง ซึ่งอาตมาเคยประสมมาหลายครั้ง
 
 
 
 
 
หน้าแรก | เจ้าแม่กวนอิม | แนะนำวัด | ถาม-ตอบ | ชมรม ๑๐๙ วัด |