หลวงตาบัว

 

 

ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน หรือ " หลวงตาของเรา" ถือกำเนิดในครอบครัว ชาวนาผู้มีอันจะกิน แห่งสกุล "โลหิต ดี" ณ ตำบลบ้านตาดอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2456 โดยมีบิดา " นายทองดี" และมารดา "นางแพง" ได้ให้มงคลนามว่า "บัว" ในจำนวน พี่น้อง ทั้งหมด 16 คน เฉพาะที่ยังมี ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน 6 คน เว้นท่านเสีย เป็นชาย 1 คน หญิง 5 คน มีท่านเพียงผู้เดียว ที่ดำรงอยู่ในสมณเพศ และกอปรด้วยศี ลาจารวัตร อันงดงาม ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมอันประเสริฐ เป็นที่เคารพสักการะบูชาของชาวพุทธเรา อย่างกว้าง ขวาง ทั้งในและนอกประเทศ ก่อน ท่านจะออกบวชปรากฏว่าได้เป็น หัวเรี่ยวหัว แรงของครอบ ครัว เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจในงานทั้งปวง จนบิดามารดาหวังฝากผี ฝากไข้ฝากเป็นฝากตายไว้กับท่าน หลักประเพณี ของไทยเราแต่โบราณ มาเมื่อบุตรชายอายุ ครบบวชมักจะให้บวชเสียก่อน ก่อนที่จะมีครอบครัวเหย้าเรือนต่อไป ดังนั้น เมื่อ ท่านมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์สมควรที่ จะบวชได้แล้ว มารดาจึง ได้นำเรื่องนี้มา ปรึกษาปรา รถกับท่าน
"....นี่พูดถึงสาเหตุที่เรา จะออกบวชซึ่งไม่เคยคาดฝันมาก่อน คือ เย็นวันหนึ่งครอบครัวเรามีพ่อแม่และ ลูกชายหญิงหลายคนร่วมรับประทานกันอยู่ อย่างเงียบ ๆ ขณะนั้นพ่อพูดขึ้นชนิดไม่มี อะไรเป็น ต้นเหตุเลยว่า "เรามีลูก หลายคนทั้งหญิงชาย แต่ไม่พ้นความวิตก ในเวลาเราจะตาย เพราะจะไม่มีลูกคนใดเป็นผู้ชายคิดบวช ให้ พอเรา ได้เห็นผ้าเหลืองก่อนตาย ได้คลายความกังวลใจ ในเวลานั้น แล้ว ตายไปอย่างเป็นสุขหาย ห่วง ลูกเหล่านั้นกูไม่ว่ามันแหละ หมายถึงลูกผู้ชาย ส่วนลูก ผู้หญิงกู ก็ ไม่เกี่ยวข้องมัน ลูกผู้ชายกูมีหลายคน แต่นอกนั้นกูก็ไม่สนใจ อะไรพอ จะอาศัยมันได้ แต่ไอ้บัว (หมายถึงเรา ) นี่ซิ ที่กูอาศัยมัน ได้น่ะ"ปกติพ่อไม่เคย
ชมเรา อะไร ๆ ไม่เคยชม มีแต่กดลงเรื่อย ๆ นิสัยพ่อกับแม่ เราเป็นอย่างนั้น "ไอ้นี่ลงมันได้ทำ การทำงานอะไร แล้ว กูไว้ใจมันได้ทุก อย่าง กูทำยังสู้มันไม่ได้ ลูกคนนี้ กูไว้ใจที่ สุด" ว่าอย่างนั้น " ถ้าลงมันได้ทำอะไรแล้วต้องเรียบไปหมด ไม่ มีที่น่าตำหนิติเตียน กูยังสู้ มันไม่ได้ ถ้าพูดถึงเรื่องหน้าที่การงาน แล้วมันเก่งจริง กูยกให้ลูก กูทั้ง หมดก็มีไอ้นี่แหละเป็นคนสำคัญ เรื่อง การงานต่าง ๆ นั้นกูไว้ใจมันได้แต่ที่สำคัญตอนกูขอให้มันบวชทีไร มันไม่เคยตอบไม่เคยพูดเลยเหมือนไม่ มีหู ไม่มีปาก นั่นเอง บทเวลากูตาย แล้วจะไม่มีใครลากกูขึ้นจากหม้อ นรกเลยแม้แต่คนเดียว เลี้ยงลูกไว้หลายคน เท่าไร กูพอจะได้อาศัยมันก็ ไม่ ได้เรื่อง ถ้ากูอาศัยไอ้บัวคน เดียวแล้วกูก็หมดหวังเพราะลูกชายหลาย คนกูหวัง ใจอาศัยไอ้นี่เท่านั้น พอว่าอย่างนั้น โฮ้ย น้ำตาพ่อร่วงปุบปั๊บ ๆ เรามองไป เห็น แม่เองพอมอง ไปเห็นพ่อน้ำตา ร่วง แม่ก็เลยน้ำตาร่วงเข้าอีกคนเรา เห็นอาการสะเทือน ใจทนดูอยู่ไม่ได้ ก็ โดดออกจากที่รับประทาน ปุ๊บปั๊บหนีไปเลย นั่นแหละ
เป็นต้นเหตุให้เราตัดสินใจบวช มันมีเหตุอย่างนั้น นำไปคิดอยู่ตั้ง สามวัน ไม่หยุด ไม่ยอมมารับประทานร่วมวง พ่อแม่อีก เลย ในสามวันนั้นแต่ก็ คิดไม่หยุดไม่ถอย คิดเทียบเคียงถึงเพื่อนฝูง ที่ เขาบวชกัน ตลอดถึงครูบาอาจารย์ที่ บวชมาเป็นจำนวนมาก ท่านยัง บวชกันได้ ทั่วโลกเมืองไทย การบวชนี่ก็ไม่เหมือนการติดคุก ติดตะราง แม้เขาติดคุกติดตะราง เช่น ติดตลอดชีวิต เขาก็ยังพ้นโทษออก มาได้ เราไม่ใช่ติดคุกติดตะรางนี่ หมู่เพื่อนบวชเขายังบวชได้ เขาเป็นคนเหมือนกัน และครูบาอาจารย์ ทั้งหลายที่ท่านบวช จนเป็นสมภารเจ้าวัด ท่านยังอยู่ได้ เหตุใด เราเป็น คนทั้งคน พ่อแม่เลี้ยงมาเหมือน คนทั้งหลาย อย่างอื่น ๆ เรายังอดได้ทนได้ แต่การบวชนี่มันเหมือนติดคุกติด ตะรางเชียวเหรอ เราถึงจะบวช ไม่ได้ ทนไม่ได้ เราทำไมถึงจะต้องเอาเสียหน้า ต่ำช้าเอานักหนากว่า เพื่อนฝูงทั้งหลาย ถึงขนาด พ่อแม่ต้องน้ำตาร่วงเพราะเรานี่ไม่สม ควรอย่างยิ่ง คิดวกไปเวียน มาอยู่นั้นได้สามวัน เอาละที่นี่ ตัด สินใจปุ๊บ เอาทำไมจะ บวชไม่ได้ ตาย ก็ตายไปซิ เขาบวชกันมา ไม่เห็นตาย เลย พ่อแม่ก็ไม่ได้ บอกให้บวชจนถึงวันตาย หรือบอกให้บวชถึงปีสองปี พ่อแม่ก็ไม่เห็น ว่านี่ แล้วทำไมถึง จะบวชไม่ได้ล่ะ เราก็คน ๆ หนึ่งแท้ ๆ เอ้า
ต้องบวช เมื่อพิจารณาเป็นที่ลงใจ แล้ว จึงได้มาบอกกับแม่ว่าเรื่องการบวช จะ บวชให้ แต่ว่าใครจะมาบังคับไม่ให้ สึกไม่ได้นะ บวชแล้วจะสึกเมื่อ ไร ก็สึก ใครจะมา บังคับว่าต้องเท่านั้นปี เท่านี้เดือนไม่ได้นะ มันหาทาง ออก ไว้แล้วนั่นดูซิ ทิฐิมานะของมันน่ะ แต่แม่ ฉลาดกว่าลูกนี่ "โถ แม่ไม่ว่าหรอก ขอให้ลูกไปบวชให้แม่เห็น ต่อหน้าต่อ ตาแม่ทีเถอะ แล้วสึกออกมาทั้ง ๆ ที่คนไปบวชยังไม่กลับบ้านก็ตามสึก ต่อหน้า ต่อตาคนมาก ๆ นั้น แม่ก็ ไม่ว่า" แม่ใส่เข้าไปอย่างนี้เลย ก็ ใครจะเป็น พระหน้าด้านมาสึกต่อหน้า ต่อตาคนมาก ๆ ที่ไปบวชเราได้ ไม่ บวช มันเสียดีกว่าเมื่อบวชแล้วมาสึกต่อหน้าต่อตาคน มันยิ่งขายหน้า กว่า อะไรเสียอีก นั่น เมื่อติดปัญหา
แม่แล้วก็เลย ไปบวช.....
ท่านอาจารย์บวชที่วัดโยธานิ มิตร อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีท่านเจ้าคุณธรรม เจดีย์ (ชุม พนธุโล) เป็นพระอุปัชฌายะ เมื่อ วันที่ 12 พฤษภาคม2477
พระเถระผู้ใหญ่ผู้ เป็นอาจารย์สอนท่าน ปฏิบัติคือสมเด็จพระมหาวีร วงศ์ (พิมพ์ ชมมธโร) วัดพระศรีมหา ธาตุ บางเขน กรุงเทพมหานคร

 
 
 
 
 
 
หน้าแรก | เจ้าแม่กวนอิม | แนะนำวัด | ถาม-ตอบ | ชมรม ๑๐๙ วัด |