หลวงปู่สงฆ์

 

 

หลวงปู่สงฆ์  จันทสโร หลวงปู่สงฆ์  จันทสโร หลวงปู่สงฆ์  จันทสโร หลวงปู่สงฆ์  จันทสโร หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร
หลวงปู่สงฆ์
ประวัติหลวงปู่สงฆ์ จนทสโร เกิดเมื่อวันอังคารที่ 30 เมษายน 2432 แรม 9 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล เป็นชาวชุมพรโดยกำเนิด บิดาชื่อ นายแดง มารดาชื่อ นางนุ้ย ( ไม่ทราบนามสกุล ) กุฏิ ของหลวงปู่สงฆ์ได้ให้กำเนิดบุตรชาย 2 คน คนแรกนั้นได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็กส่วนคนที่ 2 นั้นคือหลวงปู่สงฆ์ บ้านเกิดเดิมท่านอยู่ที่บ้านแหลมมะนาว ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร ตระกูลของท่านเป็นตระกูลชาวนาโดยบวชเป็นพระตอนอายุ 20 ปี ซึ่งมีพระครูธรรมลังกาวีเป็นพระอุปัชฌาย์และได้เดินทางไปศึกษาพระกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อทวดรอด ณ วัดโต๊ะแช่และยังมีพระอาจารย์อีกองค์หนึ่ง คือ หลวงพ่อทวดเวียนพบกันขณะธุดงค์และท่านได้เข้าพำนักอยู่ประจำที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๒ จนถึง วันอังคารที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ตรงกับแรม ๙ ค่ำ เดือน ๘ ปีกุนเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. เศษๆ ท่านก็ได้มรณภาพ รวมสิริอายุได้ ๙๔ ปี ๓ เดือน ๒ วัน ร่วมท่านอยู่ที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอยเป็นเวลา ๖๔ ปี ขึ้น กุฏิปัจจุบันสรีระของหลวงปู่ได้ประดิษฐานอยู่บนศาลา ๑๐๐ ปี เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์ได้กราบสักการบูชาตลอดไป ประวัติของหลวงปู่เจ้าสงฆ์ เป็นของล้ำค่าน่าศึกษานัก หลวงปู่สงฆ์เป็นพระเป็นเทพ เป็นพรหมควรแก่การเคารพกราบไหว้บูชา แม้ว่าท่านจะมรณภาพ อันได้แก่รูปแตกดับ แต่ว่าความเป็นยังอมตะ ไม่ว่าความเป็นพระ ความเป็นเทพ หรือว่าความเป็นพรหมสมแล้วที่ใครๆ พากันสมญานามว่า " เทพเจ้าของชาวชุมพร ผู้มีวาจาสิทธิ์ "

วาจาสิทธิ์

หลวงปู่สงฆ์ จนฺทสโร ให้พรแก่ญาติโยม เป็นพระสงฆ์ในการถือสันโดษ มีจริยวัตรอันงดงามยิ่ง ท่านฉันอาหารเพียงวันละมื้อเดียว เป็นพระอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานเป็นพระที่พูดน้อยรักความสงบ สำรวม กาย วาจา ใจ เป็นพระอิยบุคคล ผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบรูปหนึ่งดังนั้นบรรดาลูกศิษย์ลูกหาญาติโยมทั้งหลายมักจะชุมนุมกันที่ศาลาเวลาเช้าก่อนไปทำงานเป็นประจำก็เพื่อขอวาจาสิทธิ์ของท่านนั้นเองถ้าท่านกล่าวคำใดกับใคร ก็จะเป็นความจริงอย่างนั้นเสมอ ครั้งหนึ่งมีข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เดินทางเข้าไปนมัสการท่านพร้อมกับนำสัตว์เลี้ยงสี่เท้าไปถวายท่านด้วย หลวงปู่สงฆ์เห็นก็ถามขึ้นว่า " อ้าว ..นั่นเอานก หญ่คนนั้นตอบว่า " ไม่ใช้นกหรอกหลวงปู่ " ว่าแล้วก้เปิดกรงออกเท่านั้นทุกคนต่างตกตะลึงในความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น เพราะแทนที่จะเป็นสัตว์สี่เท้าที่ตนจับใส่กรงมา แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ กลับเป็นนกตัวหนึ่งบินปร๋อออกจากกรงไปทันที่ คนทั้งหลายในวัดต่างก็พูดว่า " นี้เป็นวาจาสิทธิ์ของหลวงปู่ "

ยาเส้น

ตามปกติหลวงปู่สงฆ์ท่านชอบใช้ ยาเส้น สีปากแล้วอมเอาไว้ดังนั้นยาเส้นที่ท่านใช้แล้วจะกลับกลายเป็นของวิเศษที่ศักดืสิทธิ์ ครั้งหนึ่งได้มีคนมาหาหลวงปู่ท่านก็อมยาเส้นไปให้ ยาเส้น ของหลวงปู่สงฆ์ ยาเส้นนี้เดิมเป็นของใช้ประจำวัน คนที่เคารพนับถือหลวงปู่ ก็เลยขอยาเส้นท่านไปเมื่อได้แล้วก็นำไปไว้ในเซฟ รวมกับเอกสารของมีค่า หลังจากนั้นไม่นานนักขโมยเกิดเข้าบ้านชายคนนี้ เมื่อมันเปิดเซฟออกมามันก็เบือนหน้า เพราะในเซฟไม่มีสมบัติอะไรเลยภายในเซฟมีแต่ยาเส้นกองเต็มไปหมดไม่มีของมีค่า แต่แล้วคนพวกนี้ก็ไปไม่รอดโดนจับได้ของกลางไม่มีอะไรเลยเพราะมันไม่ได้อะไรไปเลยบอกกับตำรวจเพียงว่า " ในเซฟมีแต่ยาเส้นใครจะเอาไปทำไม " ความจริงยาเส้นในเซฟนั้นมีเพียงก้อนเล็กๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้น

น้ำปลา.....ยาวิเศษ
เรื่องนี้ได้ทราบจากชาวบ้านจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อหลายปีมาแล้วเขาปวดท้องมานาน ๑๐ กว่าปีไปรักษาที่ไหนตามโรงพยาบาลต่างๆเสียเงินไปเป็นแสนบาทนายแพทย์เก่งขนาดไหนก็รักษามาแล้ว ที่ไหนว่าเก่งๆพอเจอโรคบุคคลนี้เข้าไป หลวงปู่สงฆ์ โปรดสัตว์ยอมกลัวรักษาไม่หายต่อมาได้ยินเขาเล่าลือว่าทางจังหวัดชุมพรมีพระวิเศษรูปหนึ่ง เคยรักษาโรคมาเป็นพันๆคน และก็หายจนหมดสิ้นทุกคน คนป่วยจึงได้หอบสังขารชนิดผอมติดกระดูกมาหาหลวงปู่สงฆ์ นี่แหละทันทีที่เห็นหน้าหลวงปู่สงฆ์ คนป่วยก็มีความรู้สึกศรัทธาอย่างมากมายขนลุกขนพองอยู่ตลอดเวลาแม้ท่านจะกลับกุฎิไปแล้วก็ตาม ศิษย์ของท่านจึงนำน้ำปลาไปให้ท่านแพ่งกระแสจิตให้สัก ๑๐ นาที แล้วนำน้ำปลานั้นมาให้และบอกว่าให้กินน้ำปลานี้ยาอื่นท่านบอกว่าไม่ต้องกินแล้วถึงกินก็ไม่หาย ด้วยความศรัทธาในองค์หลวงปู่สงฆ์คนป่วยผู้นั้นจึงเปิดขวดน้ำปลาดื่มเข้าไป แม้ว่าน้ำปลาจะมีรสเค็มจริงอยู่ แต่เวลาน้ำปลาผ่านลำคอเข้าไปแล้ว รู้สึกเย็นๆพอไปถึงท้องแล้วอาการปวดท้องเสียดๆนั้นก็หายเป็นปลิดทิ้ง ไม่เกิดขึ้นอีกเลย และมีอาการยิ้มแย้มทันที ผู้ป่วยคนนั้นก็ล้มลงกราบหลวงปู่สงฆ์ด้วยความศรัทธา

กิจวัตรหลวงปู่สงฆ์ บิณบาตร
  เวลา 04.00 น. ไหว้พระทำวัตรเช้า
  เวลา 06.10 น. ท่านออกจากห้องเตรียมที่จะออกบิณฑบาตร ในระหว่างนั้นสามเณรอุปัฏฐากจะ ขึ้นปฏิบัติ และญาติโยมมากราบขอพร
  เวลา 07.00 น. ออกบิณฑบาตร เมื่อกลับมาแล้วท่านเข้าห้องไหว้พระอีก 
  เวลา 09.00 น. ลงหอฉัน เพื่อฉันภัตตาหาร เมื่อฉันภัตตาหารแล้วและให้พรเรียบร้อยท่านจะพูดคุยกับญาติโยม
ที่มาทำบุญหลังจากนั้นท่านกลับขึ้นกุฏิและตอบรับพุทธศาสนิกชนที่มาจากใกล้และไกลพอสมควรแล้วเข้าห้องพักผ่อน
  เวลา 12.30 น. ออกจาห้อง เพื่อต้อนรับศรัทธาญาติโยมที่มาขอพร
  เวลา 14.00 น. ท่านสรงน้ำแล้วเข้าห้องไหว้พระสวดมนต์
  เวลา 16.00 น. ออกจากห้อง เพื่อต้อนรับศรัทธาญาติโยมที่มาขอพร
  เวลา 18.00 น. เข้าห้องทำกิจภาวนา และให้ภิกษุสามเณรทั้งหมดต้องทำกิจภาวนาด้วยจนถึงเวลา 20.00 น.
  เวลา 20.00 น. เสร็จจากทำกิจภาวนาแล้ว ออกจากห้องให้ภิกษุสามเณรขึ้นปรนนิบัติ และเป็นโอกาสที่ท่านให้โอวาทแนะนำสั่งสอน
  เวลา 22.00 น. เข้าห้องพักผ่อน
  เวลา 24.00 น. ล่วงจากนี้ไปแล้วท่านจะทำกิจภาวนาไปจนถึงเวลา 04.00 น.
    ** อนึ่งถ้าเป็นวันพระกลางเดือนและสิ้นเดือน เวลา 13.00 น. ท่านจะลงอุโบสถพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เพื่อสวดและฟังพระปาฎิโมกข์โดยมิได้ขาด
 
 
 
 
 
หน้าแรก | เจ้าแม่กวนอิม | แนะนำวัด | ถาม-ตอบ | ชมรม ๑๐๙ วัด |