ไหว้พระสมุทรสาคร-สมุทรสงคราม

 
     
 
1 . วัดเจริญสุขาราม (บางไผ่เตี้ย)
 
ความเป็นมา
คำว่า " เจริญสุขาราม " แปลว่า เติบโตแบบพอดีพองาม คำว่า " บางไผ่เตี้ย " สันนิษฐานว่า เป็นชุมนุมชนที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ในที่มีกอไผ่เตี้ยๆ ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก
วัดเจริญสุขาราม (วัดไผ่เตี้ย) เริ่มสร้างเมื่อประมาณ 100 ปี ราวพุทธศักราช 2448 ตระกูล "ปั้นอุดม " และตระกูล " มิลาวรรณ " ได้ยกที่ดินถวายให้วัดจำนวน 5 ไร่ เพื่อสร้างสำนักสงฆ์ชื่อ วัดไผ่เตี้ย ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น " วัดเจริญสุขาราม " โดยมีหลวงพ่อแร เป็นเจ้าอาวาสวัด
ปูชนียวัตถุ : พระประธานในอุโบสถ รูปหล่อหลวงพ่อแง รูปหล่อเจ้าพ่อขวัญเมือง รูปหล่อ ร.5

ลำดับเจ้าอาวาส
1.พระอธิการโกศล ปาสาธิโก (หลวงพ่อแง)
2.พระครูชัชวาลย์ จนทรสี
3.พระอธิการสมาน สุทธิวโส
4.พระวินัย สุธมโม (หลวงพ่อสาย)

สถานที่ตั้ง
หมู่บ้านบางไผ่เตี้ย ถนนพระราม 2 หมู่2 ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

2 . วัดบ้านแหลม
 
ความเป็นมา
วัดบ้านแหลม หรือ วัดเพชรสมุทรวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่กลอง เป็นวัดที่สำคัญที่สุดในจังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งอยู่ในตัวเมืองเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เพราะเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปสำคัญ คือ"หลวงพ่อบ้านแหลม" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มีผู้เดินทางมา นมัสการกันเป็นประจำ สำหรับความเป็นมาของหลวงพ่อบ้านแหลมนั้น เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นเมื่อใดนั้น ไม่ปรากฏ ตามพงศาวดารฉบับราชหัตถเลขาว่า เมื่อ พ.ศ.2307 พม่ายกทัพเข้ามาตีเมืองเพชรบุรี แต่กองทัพ ของกรุงศรีอยุธยาได้ยกทัพมาช่วยรักษาเมืองไว้ได้ ชาวบ้านแหลมในเขตเมืองเพชรบุรีได้อพยพหนีพม่า มา ตั้งบ้านเรือนอยู่ในตำบลแม่กลองเหนือวัดศรีจำปาขึ้นไปและเรียกหมู่บ้านนี้ว่า " บ้านแหลม" ตามชื่อบ้านเดิม ของตนในเมืองเพชร ได้ช่วยกันบูรณะวัดศรีจำปาแล้วเรียกวัดศรีจำปาว่า "วัดบ้านแหลม" ชาวบ้านแหลมพวก นี้ เป็นชาวประมงมีอาชีพจับปลาในทะเล คราวหนึ่งได้ออกไปลากอวนในอ่าวแม่กลองได้พระพุทธรูปติดอวน ขึ้นมา 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่ง อีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปยืน สำหรับพระพุทธรูปนั่งได้นำไป ประดิษฐานไว้ที่วัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี เรียกว่า "หลวงพ่อวัดเขาตะเครา" สำหรับพระพุทธรูปยืนอุ้ม บาตร สูงประมาณ 167 เซนติเมตร แต่บาตรนั้น สูญหายไปในทะเล ได้นำมาประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลม เรียกว่า "หลวงพ่อบ้านแหลม" มีความศักดิ์สิทธิ์ และอภินิหารเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวบ้านทั่วไป วัดบ้าน แหลมซึ่งแต่เดิมเป็นวัดเล็ก ๆ ที่ทรุดโทรมก็กลับ เจริญขึ้น เป็นวัดใหญ่ เพราะมีผู้คนมาทำบุญและนมัสการ หลวงพ่อบ้านแหลมกันอยู่เรื่อยๆ ต่อมาวัดนี้ได้รับ- การยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นวรวิหาร ได้รับ พระราชทานนามว่า "วัดเพชรสมุทรวรวิหาร" สำหรับ บาตรของหลวงพ่อบ้านแหลมนั้น สมเด็จเจ้าฟ้ากรม พระยาภาณุพันธ์วงศ์วรเดช ได้ถวายบาตรไว้ให้บาตรหนึ่ง เป็นบาตรแก้วสีน้ำเงิน ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ภายในบริเวณวัดเพชรสมุทรยังมีพิพิธภัณฑ์สงฆ์ ซึ่งภายในมีพระพุทธรูปบูชาและพระเครื่องใน สมัยต่าง ๆ โบราณวัตถุเครื่องลายครามและธรรมมาสน์บุษบกสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้ให้ชมด้วย

สถานที่ตั้ง
สมุทรสงคราม

3 . วัดเกตุมดีศรีวราราม
 
ความเป็นมา
วัดเกตุมดีศรีวราราม เป็นวัดที่มีเจดีย์กลางทุ่ง สร้างให้พุทะมามามะกะผู้แสวงบุญธรรม และท่านที่เคารพทั้งหลายทราบเรื่องราวที่เร้นลับมหัสจรรย์และสิ่งศักดิ์ทั้งหลายที่ปรากฏอยู่และให้เห็น เพื่อประดับเป็นความรุ้และน้อมจิตให้เกิดศรัทธา

โบราณสถานและโบราณวัตถุ
1.พระธาตุเกตุมวดีย์
2.ปราสาทท่านพ่อบัณฑูรสิงห์
3.พระพุทธสิหิงค์
4.ท้าวเวสสุวัณ
5.ท้าวธตรฐ
6.ท้าววิรุฬหก
7.ท้าววิรุณปักษ์
8.พ่อหมอ.โกมารภัต
9.ฤาษีพระโพธิสัตว์
10.โบสถ์แก้ว




สถานที่ตั้ง
จังหวัดสมุทรสาคร

4 . วัดกาหลง
 
ความเป็นมา
มนุษย์ แทบทุกคนเมื่อสิ้นลมหายใจแล้วผู้อยู่ข้างหลังก็จะนำร่างไปทำพิธีทางศาสนาขั้นตอนสุดท้ายคือการเผากายเนื้อให้เหลือเพียงเถ้ากระดูกละเอียด
และหยาบเพียงไม่กี่ชิ้น บรรจุใส่โกสเล็กๆ ไว้ดูต่างหน้าเพื่อระลึกถึงผู้ที่จากไป

หลวงพ่อสุด วัดกาหลง
มีการเผาศพอยู่กรณีหนึ่งซึ่งเป้ฯข่าวดังทางหน้าหนังสือพิพม์รายวันหลายฉบับ เกี่ยวกับศพของพระครูสมุต์ ธรรมสุนทร หรือ หลวงพ่อสุด อดีตเจ้าอาวาสวัดกาหลง เกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเคยมีอาจารย์ของ ตี๋ใหญ่ ที่มีพิธีพระราชทานเพลิงศพไปเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2545 ที่ผ่านมาที่วัดกาหลง
เนื้อข่าวน่าสนใจที่ว่าศพของท่านโดนไฟเผาไหม้ไม่หมด แม้ว่าร่างจะเป็นเนื้อหนังกระดูกเผาหมดแล้วแต่กระดูกหรืออัฐิยังอยู่ในภาพที่สมบูรณ์มาก ไม่บิ่นหรือแตกร้าวเป็นชิ้นๆ แบบการเผาศพท่าวไปเลย ทำให้หลายคนไม่อยากเชื่อ จึงต้องไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา
ที่มาแห่งเหตุอัศจรรย์นี้มีนิมิตเกิดแก่พระศิษย์เอกของหลวงพ่อสุดรูปหนึ่งซึ่งปัจจุบันท่านรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดกาหลง ท่านเล่าว่า
ก่อนหน้าที่จะเผาประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมาอาตมาฝันเห็นหลวงพ่อสุดมาบอกว่าไม่มีใครเผาท่านได้นอกจากตัวท่านเอง อาตมาเลยถามกลับไปว่า แล้วจะให้ทำอย่างไร ท่านบอกให้จัดดอกไม้จันทร์มาบายศรีขอขมาไว้และให้อาตมาเป็นคนจุดไฟเผา โดยให้อาตมาจับมือท่านเผาร่างท่านเอง อาตมาก็นำเรื่องความฝันไปเล่าให้ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดฟัง
ต่อมาในวันพระราชทานเพลิงศพ ช่วงพิธีเผาจริงเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาครท่านมาเป็นประธานจุดไฟ ปรากฏว่าเกิดเหตุประหลาดขึ้นเมื่อไฟที่จุดกับดอกไม้จันทน์ดับลงเฉยๆ ต้องวางเอาไว้อย่างนั้น อาตมาเห็นจึงเข้าไปจุดไฟเผาตามที่ฝันเอาไว้
ปกติแล้วศพโดยทั่วไปใช้เวลาเผาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ไหม้หมด แต่นี่เวลาเผาท่านก็ใช้น้ำมันเชื่อเพลิง ระดับไฟร้อนมากประมาณ 300 องศา ขณะที่เผาก็จะมีเจ้าหน้าที่ไปกลับร่างท่าน แต่เมื่อได้เวลาราไฟ ปรากฏว่ายังเห็นร่างของท่านยังอยู่เป็นโครงกระดูกทั้งโครงทั้งที่เผามานาน
คุณอุบลรัตน์ ใยไหม กำนันตำบลกาหลง ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า
ก่อนวันประชุมเพลิงท่าน คณะกรรมการก็ได้เตรียมงานแต่เนิ่นๆ โดยได้เคลื่อนสรีระร่างของท่านมา หลวงพ่อคล้ายคนนอกหลับ ร่างท่านมีแต่หนังหุ้มกระดูกไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า จีวรเก่าแต่ก็ไม่เปียกคราบน้ำเหลืองเลย ที่เผาท่านเป็นคนสุดท้าย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดให้ดูก็เห็นภาพที่ว่าท่านยังเป็นโครงกระดูกอยู่นะ พี่ก็แปลกใจเลยตะโกนบอกว่า หลวงปู่ไม่ไหม้ แล้วชาวบ้านก็วิ่งไปดู เพราะชาวบ้านก็ยังไม่กลับ เขาจะรอดูที่ว่ากันว่าหลวงปู่จะเผาไม่ไหม้จะเป็นจริงมั้ย เขาก็เลยอยากพิสูจน์ แล้วก็เป็นจริง หนังท่านไหม้แต่กระดูกท่านยังไม่หลุด
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านละแวกนวัดและประชาชนทั่วงไปที่สนใจมั่นใจมากขึ้นว่าเป็นปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อสุดเพราะท่านสำเร็จวิชาอยู่ยง
คงกระพันชาตรีศาสตร์ลี้ลับที่ทำให้ฟังขารของท่านไม่อาจเผาให้ไหม้หมดอย่างคนธรรมดาทั่วไปได้...
ตามประวัติของหลวงพ่อสุดแห่งวัดกาหลง จ.สมุทรสาคาเจ้าตำรับยันต์ตะกร้อและเสือเผ่น ท่านเป็นชาวอำเภอพนมไพร จ.ร้อยเอ็ด เกิดในตระกูลชาวน้าในสมัยราชกาลที่ 5 ท่านบวชเป็นสามเณรเมื่ออายุ 16 ปี ที่วัดกลางพนมไพร จ.ร้อยเอ็ด แล้วเดินทางรอนแรมจากร้อยเอ็ดไปแสวงหาวิชาและความรู้ในทางธรรมตามที่ต่างๆ จนกระทั่งได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดกาหลง จนมรณภาพ
เรื่องราวของหลวงพ่อสุดเกี่ยวกับพลังอำนาจจิตที่อยู่ในรูปการสักยันต์ตะกร้อปละเสือแผ่นนั้นโด่งดังมากแม้แต่ ตี๋ใหญ่ ขุนโจรชื่อดังที่เขาลือกันว่าหนังเหนียวและแคล้วคลาดอยู่ตลอดยังนับถือ ไปมาหาสู่หลวงพ่ออยู่บ่อยๆ ตี๋ใหญ่ มีของดีคือมีผ้ายันต์กับตะกรุดของหวงพ่อสุดไว้ป้องกันตัว ขนาดถูกตำรวจเป็นร้อยล้อมจับก็ยังหนีเอาตัวรอดไปได้ จนใครๆ ลือกันว่าตี๋ใหญ่มีวิชาล่องหนหายตัวได้!
มีเรื่องเล่าถึงวันที่ ตี๋ใหญ่ สิ้นชื่อ คือวันนั้นก่อนที่จะหนีไปหลบซ่อนตัว ตี๋ใหญ่ ให้ลูกน้องขับรถพามาหาหลวงพ่อสุดที่วัดกาหลง แต่มาแล้วไม่พบหลวงพ่อจึงกลับออกมา ระหว่างที่รถวิ่งออกมาก็โดนถล่มจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองข้างทาง นับไม่ถ้วนว่ากี่นัด
จะเห็นว่าคนเราเมื่อดวงขาดมันก็ต้องมีอันเป็นไป และเหตุที่ตี๋ใหญ่มาหาลวงพ่อสุดนั้นเป็นเพราะว่าพวงพระและตะกรุดของตี๋ใหญ่หายไปก็เลยจะมาขอใหม่จากหลวงพ่อ จึงมาพบจุดจบในวันนั้น
หลายคนกล่าวว่าถ้าผ้ายันต์กับตะกรุดยังอยู่ตี๋ใหญ่อาจจะยังไม่ตาย แต่ถึงอย่างไรตี๋ใหญ่ก็ก่อกรรมทำเข็ญไว้มากพลังอำนาจจิตหรืออิทธิฤทธิ์ใดๆ ก็มาอยู่ เหนือกรรม ไม่ได้ สุดท้ายตี๋ใหญ่ก็ต้องจบชีวิตลงท่ามกลางการสาบแช่งของผู้คน และใครจะรู้ว่านั้นเป็นสิ่งที่หลวงพ่อสุดกำหนดให้เป็นไปด้วยหรือไม่
ก็ยังมีเรื่องเล่าถึงอดีตนาวิกโยธินคนหนึ่งที่ได้เครื่องลางของหลวงพ่อสุดไปเป็นเหรียญเสือเผ่นและรอยสัก ขณะที่รับราชการอยู่เขาถูกส่งไปปราบผู้ก่อการร้ายที่ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ.2519 แล้วโดนถล่มขณะอยู่บนรถบีเอ็มซี เพื่อนคนหนึ่งถูกยิงจนตาตุ่มหายไปทั้งแถบ ส่วนตัวเองถูกยิงห้านัด กระสุนเข้ากลางหลังตรงยันต์พอดี เสื้อทะลุเป็นรูแต่กระสุนกลับไม่เข้าเนื้อและไม่มีบาดแผลเพียงแต่เป็นรอยจ้ำๆ เท่านั้น
ส่วนอีกคนเป็นศิษย์หลวงพ่อสุดเหมือนกันคนนี้เป็นโรคที่ตา ต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช ระหว่างการรักษาต้องฉีดยาเพื่อผ่าตัด เข้าใจว่าเป็นยาชา แต่พอฉีดเข็มฉีดยากลับไม่เข้าเนื้อ เพราะคนนี้หลวงพ่อสุดสักน้ำมันครอบไว้ ผลสุดท้ายต้องมานิมนต์หลวงพ่อสุดไปโรงพยาบาลเพื่อทำพิธีถอน คนป่วยจึงได้รับการฉีดยาและผ่าตัดเรียบร้อย
ปัจจุบันทางวัดกาหลง จ.สมุทรสาคร ได้นำร่างที่เป็นโครงกระดูกขอ
หลวงพ่อสุดบรรจุไว้ในโลงแก้วตั้งให้ประชาชนไปกราบนมัสการอยู่ที่ชั้นสองของศาลาการเปรียญภายในวัดซึ่งทุกวัน
จะมีประชาชนและลูกศาย์ที่เลื่อมใสแวะเวียนไปกราบเสรีระร่างของท่านไม่ขาดสาย

สถานที่ตั้ง
จังหวัดสมุทรสาคร

5 . วัดบางกุ้ง
 
ความเป็นมา
วัดบางกุ้ง ถือได้ว่าเป็นวัดที่เก่าแก่และสำคัญอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสงคราม อดีตเคยเป็นค่ายทหารเรือในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ( พระเจ้าเอกทัศน์ ) ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ได้ทรงนำทัพมารบกับพม่าข้าศึก ที่เข้ามารุกรานแผ่นดินไทย ณ สมรภูมิ ค่ายบางกุ้ง แห่งนี้ จากชัยชนะในการรบครั้งนั้น มีผลดีต่อชาติไทยหลายประการ ที่สำคัญยิ่ง คือขวัญและกำลังใจของคนไทยที่เกือบจะสูญสิ้นไปกับการเสียกรุงศรีอยุธยา ในปี พุทธศักราช 2310 และการรบกับพม่าที่ค่ายบางกุ้ง เป็นสงครามครั้งแรกที่ไทยรบกับพม่า ภายหลังสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานี ทำให้ขวัญและกำลังใจของคนไทยกลับคืนมา และในปี พุทธศักราช 2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ยกทัพไปรบกับพม่าที่ค่ายบางแก้ว เมืองราชบุรี ในการเดินทัพครั้งนั้น พระองค์ได้มาหยุดกองทัพพักพล และเสด็จเสวยพระกระยาหารที่วัดกลางค่ายบางกุ้ง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2317 จึงถือได้ว่า วัดบางกุ้ง เป็นสถานที่ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยอีกแห่งหนึ่ง ที่เราควรมาทำความรู้จักและศึกษาประวัติความเป็นมา ของวัดบางกุ้ง ซึ่งมีเอกสารหลักฐานที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารและเอกสารหลักฐานของกองโบราณคดี กรมศิลปากร ผนวกกับเอกสารอื่นๆที่ทางวัดได้ทำการค้นคว้าและรวบรวม เรียบเรียงให้เป็นประวัติวัดฉบับที่สมบูรณ์ เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนรุ่นหลัง ได้ทราบความเป็นมาของวัดบางกุ้ง

แหล่งประวัติศาสตร์ค่ายบางกุ้ง
1.อุโบสถแรกโพธิ์
2.อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
3.สวนเทิดพระเกียรติ ร.9
4.สระน้ำโบราณ อายุ 400 ปี
5.โบราณวัตถุต่างๆ ที่เกี่ยวกับค่ายบางกุ้ง
6.ชมวังมัจฉาหน้าวัด



สถานที่ตั้ง
ตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสาคร 75120 โทรศัพท์034 761 631

6 . วัดสุทธิวาตวราราม (วัดช่องลม)
 
ความเป็นมา
เดิมเรียกกันว่า " วัดท้ายบ้าน " เพราะตั้งอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้านตำบลท่าฉลอม ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น " วัดช่องลม " เพราะตั้งอยู่ตรงปากอ่าวของแม่น้ำท่าจีน มีลมพัดเย็นตลอดเวลา เนื่องจากวัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่โบราณ ไม่มีหลักฐานบันทึกไว้ สันนิษฐานว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ.2350 โดยมี คุณปู่ คุณย่าอ่วม แซ่เล้า เป็นผู้ยกที่ดิน 60 ไร่ ถวายให้หลวงตาเอี่ยม สร้างวัดและเป็นเจ้าอาวาสวัด

ลำดับเจ้าอาวาสวัด
1. พระเอี่ยม
2. หลวงพ่อปั้น
3. หลวงพ่อเชียง
4. หลวงพ่อแก่น
5. หลวงพ่อเทิ้ม
6. หลวงพ่อพระปลัดไช ดิสสโร
7. พระอธิการทองใบ ชนาสโภ
8. พระเทพสาครมุนี (แก้ว สุวณรโชโต)
9. พระครูสิทธิธรรมสาคร


สถานที่ตั้ง
เลขที่ 817 ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมืองฯจังหวัดสมุทรสาคร

7 . วัดศรัทธาธรรม
 
ความเป็นมา
วัดศรัทธาธรรม หรือที่ชาวบ้านเรียกันว่า "วัดมอญ" สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2341 ด้วยแรงศรัทธาในพุทธศาสนาของชาวมอญประมาณ 12 ครอบครัวที่หนีสงครามกลางเมืองในพม่าเข้ามาพึงความร่มเย็นของแผ่นดินไทย โดยมาอาศัยในที่ดินว่างเปล่าในพื้นที่ตำบลบางจะเกร็งในปัจจุบัน ต่อมาถูกทางราชการเวนคืนที่ดิน แต่ชาวมอญไม่ยอมจึงได้ต่อสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งก็ชนะคดีตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นชาวมอญจึงได้พร้อมใจกันสร้างวัดขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ อุโบสถไม้หลังเก่าซึ่งเป็นแพลอยน้ำ ได้กลายเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา นับตั้งแต่นั้น ในปี พ.ศ. 2535 อุโบสถไม้สักทองฝังมุกหลังใหม่ถูกสร้างขึ้น
กว่าสองร้อยปีแห่งการดำรงอยู่ วัดศรัทธาธรรม (วัดมอญ) ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจและศูนย์กลางทางด้านการศึกษาและสังคมของชุมชนชาวมอญ ณ ตำบลบางจะเกร็ง เช่นเดียวกับที่อุโบสถไม้สักทองฝังมุกแท้รูปเรือสำเภา หนึ่งเดียวของเมืองไทย เป็นสถาปัตยกรรมทางศาสนาทีมี่เอกลักษณ์สวยงามที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจ

โบสถ์ไม้สักฝังมุก
อุโบสถสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ภายนอกอุโบสถ เสาระเบียงฝังมุกลายไทย ผนังภายนอกฝังเปลือกหอยมุกเป็นลายเทพพนม อันวิจิตรบรรจง ส่วนเครื่องบนประดับช่อฟ้า ใบระกา ที่กลางหน้าบันทั้งสองด้าน จำหลักลายหงส์ภายใต้เศวตฉัตร อยู่บนพื้นลายกระหนกเปลว
ภายในอุโบสถ ประดิษฐ์ด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังฝังมุก แสดงเรื่องราวพุทธประวัติและภาพด้านล่างคือ ภาพวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ พระประธานคือพระพุทธชินราชหน้าตักกว้าง 61 นิ้ว ด้านหลังพระประธาน คือภาพพระประจำวันเกิด ภาพเพดานอุโบสถปิดทองลายไทย งบประมาณในการก่อสร้างเกือบหนึ่งร้อยล้านบาท
เนื่องจากอุโบสถหลังนี้ฝังด้วยมุกเกือบทั้งหมด เมื่อพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า มุกที่ฝังไว้นอกผนังอุโบสถรูปลายเทพพนม จะสะท้อนแสงระยิบระยับส่งประกายสวยงามยิ่ง
กาละแมรามัญ
ในบริเวณวัด จะมีขนมของชาวมอญ "กาละแม" จัดจำหน่าย โดยกลุ่มแม่บ้านในละแวกวัดรวมตัวกันผลิตขึ้น เพื่อนำรายได้มาเป็นสวัสดิการแก่สมาชิก ซึ่งมีความอร่อยเพราะผลิตจากสูตรดั้งเดิม

สถานที่ตั้ง
ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม

8 . วัดบางกะพ้อม
 
ความเป็นมา
วัดบางกะพ้อม เป็นวัดโบราณตั้งอยู่ในเขตตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.๒๓๑๒ สมัยกรุงธนบุรี ตามประวัติคำบอกเล่า กล่าวว่า มีสามีและภรรยาคู่หนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณวัดในปัจจุบัน มีอาชีพสานกะพ้อมขาย กะพ้อมเป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ข้าวเปลือกมีลักษณะก้นตอบ กลางป่องและปากสอบ การสานกะพ้อมนั้นจะต้องเริ่มสานที่ก้นก่อนโดยผู้สานจะต้องเข้าไปอยู่ด้านใน ค่อยๆ สานขึ้นรูปจนถึงปาก วันหนึ่งกองทหารพม่ายกมาปล้นบ้านเรือนชาวบ้านในเมืองสมุทรสงคราม ทหารพม่าได้เข้าปล้นบ้านสามีภรรยาคู่นี้ด้วย ขณะนั้นสองสามีภรรยากำลังสานกะพ้อมอยู่ตามปกติเมื่อทหารยกกำลังมาถึง ทั้งสองคนก็มุดนั่งลงในกะพ้อม ต่างคนต่างเงียบอยู่ในกะพ้อม แล้วตั้งสัตย์อธิษฐานว่าให้ปลอดภัยจากพม่าแล้วจะยกบ้านเรือนที่ดินสร้างวัดไว้ในพระพุทธศาสนา เมื่อพม่าถอยกลับไปแล้วปรากฏว่าทั้งสองคนปลอดภัย และทรัพย์สินไม่มีอะไรได้รับความเสียหายเป็นที่น่าอัศจรรย์ หลังจากนั้นจึงได้บริจาคที่ดินบ้านเรือนสร้างวัดตามที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้

โบราณสถานสำคัญของวัด ได้แก่ พระวิหารประดิษฐานรอยพระพุทธบาท กล่าวกันว่าเจ้านายในราชวงศ์จักรีองค์หนึ่งมาบวชจำพรรษาอยู่ที่วัดบางกะพ้อมเป็นผู้สร้างขึ้นประมาณสมัยรัชกาลที่ ๓-๔ ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนหลังคาทรงทึบ มุงกระเบื้องดินเผา มีอิทธิพลของสถาปัตยกรรมจีน หน้าบันปูนปั้นเป็นรูปบุคคลขนาดใหญ่แต่งกายคล้ายทหารฝรั่งและลายพันธุ์พฤกษา ซุ้มประตูพระวิหารทำลักษณะคล้ายเก๋งจีนมีกรอบประตูเป็นรูปวงกลมประดับด้วยลวดลายปูนปั้นและประติมากรรมนูนสูง รูปทหารหรือตุ๊กตาอับเฉาระบายสีตกแต่งทั้งด้านหน้าและหลัง ซุ้มหน้าต่างตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นและลายเทศกรอบหน้าต่างเป็นรูปไข่ ภายในพระวิหารประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไม้ประดับมุกซ้อนกัน ๔ รอย ฝาผนังด้านในแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนล่างมีซุ้มโค้งประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นแสดงปางต่างๆ โดยรอบ ส่วนบนมีภาพปูนปั้นนูนสูงทาสีปิดทองเป็นภาพเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่มีความงดงามแตกต่างไปจากวัดอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีอาคารสถาปัตยกรรมอีกหลายหลังที่เป็นโบราณสถานสำคัญของวัด เช่น เก๋งจีนด้านหลังพระวิหาร พระเจดีย์ พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ และพระวิหารแกลบ ซึ่งส่วนใหญ่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย-รัตนโกสินทร์ตอนต้น กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนวัดบางกะพ้อมเป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๓ ตอนพิเศษ ๕๐ ง เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๘

สถานที่ตั้ง
ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 75110 โทรศัพท์.034 751 334 , 081 856 8450

9 . วัดอัมพวันเจติยาราม
 
ความเป็นมา
เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ตั้งอยู่ปากคลองอัมพวาด้านเหนือ เดิมเรียกกันว่า "วัดอัมพวา" ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดอัมพวันเจติยาราม" มีความหมายว่า "วัดที่มีเจดีย์และมีสวนมะม่วงเป็นที่รื่นรมย์และเกษมสำราญน่าเคารพบูชา" วัดนี้เป็นวัดต้นวงศ์ราชินิกุล โดยสมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี (สั้น) พระชนนีในสมเด็จพระอัมรินทรามาตย์ (นาก) ทรงบริจาคที่ดินและสมเด็จพระอัมรินทรามาตย์ได้ทรงรวบรวมพระพี่พระน้องรว่มกันสร้างเป็นวัดขึ้นมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการบูรณะใหญ่และทรงสร้างพระปรางค์ เป็นที่บรรจุพระบรมสรีรังคารและพระบรมอัฐิบางส่วนของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบรมราชชนก นอกจากนี้ยังทรงสร้างพระวิหารและพระที่นั่งทรงธรรมขึ้นอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ

พระอุโบสถ
มีลักษณะทรวดทรงเหมือนพระอุโบสถของวัดสุวรรณดาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เขียนขึ้นตามแบบศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเรื่องราวเกี่ยวกับบทพระราชนิพนธ์เรื่องสังข์ทอง ไกรทอง อิเหนาและคาวี ภาพจิตรกรรมบริเวณผนังระหว่างช่องประตูด้านล่าง ซึ่งเป็นภาพการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค เป็นส่วนที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงลงฝีพระหัตถ์พระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หน้าทหารกลอง และต้นไม้ข้างป้อมริมกำแพง
กุฏิใหญ่
มีลักษณะเป็นเรือนหมู่ทรงไทยใต้ถุนสูง ด้านเหนือเป็นบันไดใหญ่ ด้านใต้เป็นหอสวดมนต์ มีหอฉันตรงกลาง ของเดิมเป็นฝีมือช่างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีการบูรณะบ้างในรัชกาลต่อ ๆ มา จนถึงในรัชกาลปัจจุบัน
พระทั่นั่งทรงธรรม
เดิมเป็นตำหนักไม้ที่ประทับของสมเด็จพระรูปฯ ก่อนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระราชทานนามว่า "พระที่นั่งทรงธรรม" เพราะสมเด็จพระรูปฯ เมื่อคราวบวชชีได้ทรงฟังธรรมในที่นั้นเป็นประจำ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีรูปทรงดังปรากฏในปัจจุบัน ในคราวบูรณะใหญ่ปี พ.ศ. 2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระราชทานพระนามาภิไธยย่อ (สธ) ไว้ที่หน้าบัน ภายในพระที่นั่งทรงธรรมมีพระประธานและมีพระพุทธบาทจำลอง 5 รอย อยู่ด้านหน้า
พระตำหนัก
มีอยู่ 2 ตำหนัก คือ ตำหนักใหญ่อยู่ด้านทิศใต้ของวัด และพระตำหนักเล็กอยู่ด้านทิศตะวันตก พระตำหนักทั้งสองเดิมเป็นเรือนไม้สักทรงไทย ฝาเฟี้ยม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงสร้างไว้ที่สวนขวาในพระบรมมหาราชวัง ภายหลังพระราชทานแก่สมเด็จพระมหสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แล้วสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ได้ทรงประทานออกมาไว้ที่วัดอัมพวันเจติยามรามพร้อมกับแท่นบรรทม ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ประดิษฐานอยู่ใกล้พระอุโบสถทางด้านหน้าพระวิหาร ทำการหล่อที่กรมศิลปากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถ เสด็จ เททองเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2509 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกถฏราชกุมาร ได้เสด็จมาทรงเปิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2520
พระวิหาร
อยู่ทางด้านหลังพระอุโบสถเยื่องมาทางขวา สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในวิหารมีพระนอนองค์ใหญ่ ตั้งแต่พระเศียรจนถึงพระบาท วัดได้ 19 ศอก มีพระพุทธรูปปูนปั้นประดิษฐานอยู่รอบระเบียงพระวิหาร จำนวน 52 องค์
พระปรางค์
อยู่ด้านในพระวิหาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบริเวณสถานที่พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อบรรจุพระบรมสรีรังคารและพระบรมอัฐิบางส่วนของพระราชชนก

สถานที่ตั้ง
ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม (ติดกับอุทยาน ร.2)

 
 
 
 
 
 
 
หน้าแรก | เจ้าแม่กวนอิม | แนะนำวัด | ถาม-ตอบ | ชมรม ๑๐๙ วัด |